Line

AI Deepfake กับความรับผิดทางกฎหมายในประเทศไทย: เส้นแบ่งระหว่างเทคโนโลยีและการละเมิดสิทธิ

ปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้เข้ามามีบทบาทอย่างกว้างขวางในแทบทุกมิติของสังคม ตั้งแต่ภาคธุรกิจ การศึกษา การแพทย์ การสื่อสารมวลชน ไปจนถึงอุตสาหกรรมบันเทิง หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือเทคโนโลยี “Deepfake” ซึ่งอาศัยอัลกอริทึมการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ในการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลภาพ เสียง หรือวิดีโอของบุคคล ก่อนนำมาสร้างหรือดัดแปลงเป็นสื่อดิจิทัลที่มีความสมจริงในระดับสูงจนบุคคลทั่วไปแทบไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นข้อมูลจริงหรือข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นโดยระบบ AI

ในระยะแรก Deepfake ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านเทคโนโลยีและการสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตภาพยนตร์ การสร้างตัวละครเสมือน การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน หรือการฟื้นฟูภาพและเสียงทางประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีดังกล่าวมีความซับซ้อนมากขึ้นและสามารถเข้าถึงได้ง่ายผ่านโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันทั่วไป ความเสี่ยงในการนำไปใช้ในทางที่ผิดก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ปัจจุบันมีกรณีจำนวนมากที่ Deepfake ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างภาพ วิดีโอ หรือคลิปเสียงปลอมของบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอม ไม่ว่าจะเป็นการนำภาพของบุคคลสาธารณะไปสร้างเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม การตัดต่อภาพให้ปรากฏในสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง การสร้างคลิปเสียงเลียนแบบผู้บริหารเพื่อหลอกลวงทางธุรกิจ หรือแม้กระทั่งการผลิตสื่อลามกอนาจารโดยใช้ใบหน้าของบุคคลอื่นประกอบกับเนื้อหาที่สร้างขึ้นโดย AI ซึ่งล้วนก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสิทธิส่วนบุคคล ชื่อเสียง เกียรติยศ ความน่าเชื่อถือ ตลอดจนความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง

ความน่ากังวลของ Deepfake มิได้อยู่เพียงที่ความสามารถในการสร้างข้อมูลปลอมเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ความสามารถในการสร้าง “ความน่าเชื่อถือ” ให้แก่ข้อมูลปลอมดังกล่าวอีกด้วย ในอดีต สังคมมักยึดถือภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอเป็นหลักฐานที่สะท้อนข้อเท็จจริง แต่ในยุคของ AI สมมติฐานดังกล่าวเริ่มถูกสั่นคลอน เพราะภาพหรือเสียงที่ปรากฏต่อสาธารณะอาจไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเสมอไป การเผยแพร่เนื้อหา Deepfake เพียงไม่กี่นาทีอาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของบุคคล องค์กร หรือแม้แต่หน่วยงานของรัฐได้อย่างรวดเร็ว และในหลายกรณี ความเสียหายดังกล่าวอาจไม่สามารถแก้ไขหรือฟื้นฟูได้อย่างสมบูรณ์ แม้ว่าจะมีการพิสูจน์ภายหลังว่าเนื้อหานั้นเป็นของปลอมก็ตาม

จากมุมมองทางกฎหมาย ปัญหาสำคัญจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นด้านเทคโนโลยีหรือจริยธรรมเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิของบุคคลและการกำหนดความรับผิดของผู้ที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ หากมีการนำภาพ เสียง หรือข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลอื่นไปสร้างเป็น Deepfake โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะในกรณีที่ทำให้บุคคลนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ ผู้สร้าง ผู้เผยแพร่ หรือแม้แต่ผู้ที่นำเนื้อหาดังกล่าวไปส่งต่อ จะต้องรับผิดตามกฎหมายหรือไม่ และความรับผิดดังกล่าวครอบคลุมเพียงกฎหมายอาญา หรืออาจขยายไปถึงความรับผิดทางแพ่ง กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายเฉพาะด้านอื่น ๆ ด้วย

ในบริบทของกฎหมายไทย แม้จะยังไม่มีพระราชบัญญัติเฉพาะที่บัญญัติความผิดเกี่ยวกับ Deepfake โดยตรง แต่การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดภายใต้กฎหมายหลายฉบับ ทั้งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตลอดจนพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ทั้งนี้ ขอบเขตความรับผิดจะขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำ เจตนาของผู้กระทำ ผลกระทบที่เกิดขึ้น และข้อเท็จจริงในแต่ละกรณีเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ใช้งาน AI และประชาชนทั่วไปควรตระหนักและทำความเข้าใจอย่างรอบด้านในยุคที่เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” และ “สิ่งที่ AI สร้างขึ้น” เริ่มเลือนรางลงทุกขณะ.

ความหมายของ Deepfake

Deepfake เป็นเทคโนโลยีที่อาศัยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ในการวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัลของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย เสียง วิดีโอ หรือข้อมูลชีวมิติอื่น ๆ เพื่อนำมาสร้าง ดัดแปลง หรือจำลองเนื้อหาใหม่ให้มีลักษณะเสมือนจริงจนผู้พบเห็นอาจเชื่อได้ว่าเป็นเหตุการณ์หรือคำพูดที่เกิดขึ้นจริง

คำว่า “Deepfake” เกิดจากการผสมคำระหว่าง “Deep Learning” ซึ่งเป็นเทคนิคการเรียนรู้เชิงลึกของ AI และคำว่า “Fake” ที่หมายถึงข้อมูลปลอมหรือข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้น โดยสาระสำคัญของเทคโนโลยีดังกล่าวคือการทำให้ข้อมูลที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงดูมีความน่าเชื่อถือและสมจริงในระดับที่ยากต่อการตรวจสอบด้วยสายตาหรือการรับฟังโดยทั่วไป

ในอดีต การตัดต่อภาพหรือวิดีโอมักต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญและใช้เวลาค่อนข้างมาก แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยี AI สามารถเรียนรู้รูปแบบใบหน้า น้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง และลักษณะการพูดของบุคคลจากข้อมูลที่เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต ก่อนนำมาสร้างเป็นสื่อดิจิทัลใหม่ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ส่งผลให้การสร้างเนื้อหาปลอมกลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นอย่างมาก

ตัวอย่างการใช้ Deepfake ที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน ได้แก่ การนำใบหน้าของบุคคลไปตัดต่อในคลิปวิดีโอให้ปรากฏเสมือนว่าบุคคลนั้นอยู่ในเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง การสร้างคลิปเสียงเลียนแบบบุคคลเพื่อให้เข้าใจว่าบุคคลนั้นเป็นผู้กล่าวข้อความดังกล่าว การสร้างภาพบุคคลในสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น หรือการผลิตสื่อที่ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการกระทำ คำพูด หรือจุดยืนของบุคคลนั้น

นอกจากนี้ Deepfake ยังพัฒนาไปไกลกว่าการตัดต่อภาพหรือวิดีโอทั่วไป โดยสามารถสร้างบุคคลเสมือนที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง สร้างผู้ประกาศข่าวจำลอง หรือสร้างบทสนทนาและคำพูดที่บุคคลเป้าหมายไม่เคยกล่าวออกมาเลย ซึ่งทำให้ความน่าเชื่อถือของหลักฐานในรูปแบบภาพ เสียง และวิดีโอ ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นข้อพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่สำคัญ เริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้นในยุคดิจิทัล

แม้ว่า Deepfake จะมีประโยชน์ในหลายด้าน เช่น อุตสาหกรรมภาพยนตร์ การสร้างสื่อการศึกษา การอนุรักษ์ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ หรือการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร แต่ในทางปฏิบัติ เทคโนโลยีดังกล่าวกลับถูกนำมาใช้ในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลและสังคมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างข้อมูลเท็จ การปลอมแปลงตัวตน การหลอกลวงทางการเงิน การแทรกแซงทางการเมือง และการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

ความเสี่ยงทางกฎหมายของ Deepfake จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลปลอม แต่เกิดจากผลกระทบที่ข้อมูลปลอมนั้นอาจก่อให้เกิดแก่บุคคลอื่นหรือสาธารณชน โดยเฉพาะในกรณีที่มีการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้เพื่อทำให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง สูญเสียความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ หรือถูกละเมิดสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล การกระทำดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และความรับผิดตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้

ในโลกที่เทคโนโลยีสามารถสร้างภาพ เสียง และวิดีโอปลอมได้อย่างแนบเนียนจนแทบไม่สามารถแยกแยะจากความจริงได้อีกต่อไป Deepfake จึงไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมทางเทคโนโลยี หากแต่เป็นประเด็นทางกฎหมายและจริยธรรมที่ทุกองค์กร ผู้ประกอบธุรกิจ และประชาชนทั่วไปจำเป็นต้องตระหนักถึงความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างรอบคอบ

ความรับผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

แม้ว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จะถูกตราขึ้นก่อนที่เทคโนโลยี Deepfake จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่บทบัญญัติหลายมาตราของกฎหมายฉบับดังกล่าวยังคงสามารถนำมาปรับใช้กับพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและเผยแพร่สื่อปลอมที่เกิดจาก AI ได้ โดยเฉพาะในกรณีที่เนื้อหาดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือสาธารณชน

ในทางปฏิบัติ การใช้ Deepfake มักเกี่ยวข้องกับการสร้างข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเผยแพร่ต่อบุคคลจำนวนมาก จึงทำให้ผู้กระทำอาจต้องพิจารณาความรับผิดภายใต้พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ควบคู่ไปกับกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่งอื่นที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 14 : การนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ

มาตรา 14 ถือเป็นบทบัญญัติสำคัญที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาใช้เมื่อมีการเผยแพร่ข้อมูลปลอมหรือข้อมูลบิดเบือนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ โดยกฎหมายมุ่งคุ้มครองสังคมและสาธารณชนจากข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง มิใช่มุ่งคุ้มครองชื่อเสียงของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ

ในบริบทของ Deepfake หากมีการสร้างภาพ วิดีโอ หรือคลิปเสียงปลอมที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงสำคัญ เช่น การปลอมแปลงคำแถลงของเจ้าหน้าที่รัฐ การสร้างวิดีโอที่ทำให้เชื่อว่าบุคคลสาธารณะได้กระทำความผิด การสร้างคลิปปลอมเกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือการสร้างข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและสังคม การกระทำดังกล่าวอาจเข้าลักษณะเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จตามมาตรา 14 ได้

ตัวอย่างเช่น การสร้างคลิป Deepfake ให้ปรากฏว่าผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนประกาศล้มละลาย การสร้างวิดีโอปลอมที่ทำให้ประชาชนเชื่อว่ามีการปิดสถาบันการเงิน หรือการปลอมแปลงคำพูดของเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคง ล้วนเป็นกรณีที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้างและเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 14 ได้ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ มาตรา 14 มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินคดีหมิ่นประมาททั่วไป ศาลฎีกาได้วางแนววินิจฉัยไว้อย่างต่อเนื่องว่าการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์จะเป็นความผิดตามมาตรา 14 ก็ต่อเมื่อข้อมูลดังกล่าวมีลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนหรือสาธารณชน ไม่ใช่เป็นเพียงข้อพิพาทส่วนบุคคลระหว่างเอกชนด้วยกัน ดังนั้น การใช้ Deepfake เพื่อโจมตีบุคคลใดบุคคลหนึ่งอาจไม่เพียงพอที่จะเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 14 เว้นแต่จะมีผลกระทบต่อสาธารณะหรือก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้างด้วย

มาตรา 16 : การนำเข้าภาพของผู้อื่นที่ถูกสร้างหรือตัดต่อจนก่อให้เกิดความเสียหาย

สำหรับกรณี Deepfake โดยเฉพาะ มาตรา 16 ถือเป็นบทบัญญัติที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงมากที่สุด เนื่องจากกฎหมายถูกออกแบบมาเพื่อคุ้มครองบุคคลจากการถูกนำภาพไปสร้าง ดัดแปลง หรือตัดต่อจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

แม้ว่ามาตรา 16 จะถูกตราขึ้นในยุคที่เทคโนโลยี AI ยังไม่แพร่หลาย แต่ถ้อยคำของกฎหมายมีลักษณะกว้างเพียงพอที่จะครอบคลุมการสร้างภาพด้วยเทคโนโลยี Deepfake ในปัจจุบัน เนื่องจากกฎหมายไม่ได้จำกัดเฉพาะการตัดต่อภาพแบบดั้งเดิม แต่ครอบคลุมถึงการสร้าง เติม หรือดัดแปลงภาพด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด

ดังนั้น หากมีการนำภาพของบุคคลหนึ่งไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการสร้างภาพหรือวิดีโอปลอมด้วย AI แล้วเผยแพร่สู่สาธารณะในลักษณะที่อาจทำให้บุคคลนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ผู้กระทำย่อมมีความเสี่ยงที่จะต้องรับผิดตามมาตรา 16 ไม่ว่าภาพดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นด้วยโปรแกรมตัดต่อทั่วไปหรือด้วยเทคโนโลยี AI ขั้นสูงก็ตาม

ตัวอย่างที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน ได้แก่ การสร้างภาพลามกอนาจารโดยใช้ใบหน้าของบุคคลอื่น (Deepfake Pornography) การสร้างภาพผู้บริหารหรือนักการเมืองในสถานการณ์ที่ส่อให้เห็นถึงการทุจริตหรือการกระทำผิดกฎหมาย การสร้างคลิปปลอมเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคู่แข่งทางธุรกิจ หรือการสร้างวิดีโอที่ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าบุคคลหนึ่งได้กล่าวถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมหรือขัดต่อศีลธรรม ทั้งที่บุคคลนั้นไม่เคยกระทำหรือกล่าวข้อความดังกล่าวจริง

ที่สำคัญ ความรับผิดตามมาตรา 16 มิได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้สร้าง Deepfake เท่านั้น ในบางกรณี ผู้ที่นำภาพดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ผู้เผยแพร่ หรือผู้มีส่วนร่วมในการกระจายเนื้อหา อาจถูกพิจารณาความรับผิดร่วมกันได้ หากมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนหรือมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเสียหาย

ในยุคที่เทคโนโลยี AI สามารถสร้างภาพและวิดีโอปลอมได้อย่างแนบเนียนจนแทบไม่สามารถแยกออกจากความจริงได้ มาตรา 16 จึงมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลและศักดิ์ศรีของมนุษย์จากการถูกนำตัวตนไปใช้โดยมิชอบ แม้ว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวจะไม่ได้กล่าวถึงคำว่า “Deepfake” โดยตรงก็ตาม แต่ด้วยลักษณะการคุ้มครองที่มุ่งเน้นผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้เสียหาย ทำให้บทบัญญัตินี้ยังคงเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่สำคัญในการรับมือกับการละเมิดสิทธิในยุค AI อย่างมีประสิทธิภาพ.

ความรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

นอกเหนือจากความรับผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์แล้ว การสร้างหรือเผยแพร่สื่อ Deepfake ยังอาจก่อให้เกิดความรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา โดยเฉพาะความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นความผิดที่มุ่งคุ้มครองชื่อเสียง เกียรติคุณ และความน่าเชื่อถือของบุคคล

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลสามารถแพร่กระจายไปยังผู้คนจำนวนมากได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยี AI เพื่อสร้างภาพ เสียง หรือวิดีโอปลอมของบุคคลอื่นอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบุคคลนั้นได้รุนแรงกว่าการหมิ่นประมาทในรูปแบบดั้งเดิม เนื่องจากผู้รับสารมักมีแนวโน้มที่จะเชื่อถือข้อมูลที่ปรากฏในรูปแบบภาพและวิดีโอมากกว่าข้อความทั่วไป

มาตรา 326 : ความผิดฐานหมิ่นประมาท

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 บัญญัติว่า

“ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท”

สาระสำคัญของความผิดฐานหมิ่นประมาทอยู่ที่การ “ใส่ความ” กล่าวคือ การนำเสนอข้อเท็จจริงหรือข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลอื่นต่อบุคคลที่สามในลักษณะที่อาจทำให้บุคคลนั้นเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ไม่ว่าข้อมูลดังกล่าวจะอยู่ในรูปแบบข้อความ ภาพ เสียง หรือวิธีการสื่อสารใดก็ตาม

เมื่อพิจารณาในบริบทของ Deepfake หากมีการสร้างหรือเผยแพร่ภาพ วิดีโอ หรือคลิปเสียงปลอมที่ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าบุคคลหนึ่งได้กระทำการบางอย่าง ทั้งที่ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้น ย่อมมีโอกาสสูงที่จะเข้าลักษณะเป็นการใส่ความตามมาตรา 326

ตัวอย่างเช่น การสร้างวิดีโอ Deepfake ให้ปรากฏว่านักธุรกิจรายหนึ่งกำลังให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐ การสร้างคลิปเสียงปลอมที่ทำให้เชื่อว่าผู้บริหารบริษัทมีพฤติกรรมทุจริต หรือการสร้างวิดีโอที่แสดงให้เห็นว่าบุคคลสาธารณะมีพฤติกรรมที่ขัดต่อศีลธรรมหรือผิดกฎหมาย แม้เหตุการณ์เหล่านั้นจะไม่เคยเกิดขึ้นจริงก็ตาม การกระทำดังกล่าวอาจทำให้ผู้รับชมเกิดความเชื่อว่าบุคคลนั้นมีพฤติกรรมตามที่ปรากฏในคลิป และส่งผลให้บุคคลดังกล่าวได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่ควรสังเกตคือ ความผิดฐานหมิ่นประมาทมิได้พิจารณาเฉพาะความจริงหรือความเท็จของข้อมูลเท่านั้น แต่ยังพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายด้วย ดังนั้น แม้ผู้สร้าง Deepfake จะอ้างว่าเป็นการล้อเลียน การสร้างเนื้อหาเพื่อความบันเทิง หรือการใช้ AI ในเชิงทดลอง แต่หากเนื้อหานั้นทำให้บุคคลอื่นเสียชื่อเสียง ก็อาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดทางอาญาได้

ยิ่งไปกว่านั้น ความเสียหายที่เกิดจาก Deepfake มักรุนแรงกว่าการใส่ความในรูปแบบข้อความ เนื่องจากภาพและวิดีโอสามารถสร้างความเชื่อถือให้แก่ผู้รับสารได้มากกว่า ส่งผลให้ผู้เสียหายอาจสูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้า นักลงทุน คู่ค้า หรือสังคมโดยรวม แม้ต่อมาจะพิสูจน์ได้ว่าเนื้อหาดังกล่าวเป็นของปลอมก็ตาม

ในทางปฏิบัติ การเผยแพร่ Deepfake มักไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการส่งให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่มักถูกเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ เช่น Facebook, Instagram, TikTok, X (Twitter), YouTube เว็บไซต์ หรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นที่สามารถเข้าถึงผู้คนจำนวนมากได้

การกระทำในลักษณะดังกล่าวมักเข้าลักษณะความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 ซึ่งเป็นความผิดที่กฎหมาย                         กำหนดโทษหนักกว่าความผิดฐานหมิ่นประมาททั่วไป เนื่องจากเป็นการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชนในวงกว้างและมีศักยภาพในการสร้างความเสียหายแก่ผู้เสียหายได้มากกว่า

ในยุคสื่อสังคมออนไลน์ การกดเผยแพร่คลิป Deepfake เพียงครั้งเดียวอาจทำให้ข้อมูลถูกส่งต่อไปยังผู้ใช้งานหลายหมื่นหรือหลายล้านคนภายในระยะเวลาอันสั้น ความเสียหายจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้รับสารกลุ่มแรก แต่สามารถขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็วผ่านการแชร์ การรีโพสต์ การดาวน์โหลด หรือการนำไปเผยแพร่ต่อในแพลตฟอร์มอื่น

ยิ่งไปกว่านั้น ลักษณะเฉพาะของ Deepfake ที่สร้างภาพหรือเสียงเสมือนจริง ทำให้ผู้รับสารจำนวนมากเชื่อว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ส่งผลให้การฟื้นฟูชื่อเสียงของผู้เสียหายภายหลังเป็นเรื่องยาก แม้จะมีการพิสูจน์ภายหลังว่าเนื้อหานั้นเป็นข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นโดย AI ก็ตาม

ในบางกรณี ความเสียหายอาจขยายวงกว้างไปถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น การสูญเสียตำแหน่งงาน การถูกยกเลิกสัญญาทางธุรกิจ การสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุน หรือการถูกสังคมประณามจากข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ดังนั้น ศาลจึงมักให้ความสำคัญกับลักษณะการเผยแพร่และขอบเขตของผู้รับสารในการพิจารณาความร้ายแรงของการกระทำ

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่สร้าง เผยแพร่ หรือแม้แต่จงใจส่งต่อคลิป Deepfake ที่มีลักษณะเป็นการใส่ความผู้อื่น จึงอาจเผชิญความรับผิดทางอาญาทั้งในฐานะผู้กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 และในกรณีที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะ ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 ซึ่งมีบทลงโทษที่รุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งนี้โดยไม่ตัดสิทธิของผู้เสียหายในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งหรือดำเนินคดีตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกด้วย.

ความรับผิดทางแพ่ง

นอกเหนือจากความรับผิดทางอาญาที่อาจเกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ผู้ที่สร้างหรือเผยแพร่สื่อ Deepfake ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นยังอาจต้องรับผิดในทางแพ่งฐานละเมิดอีกด้วย โดยความรับผิดทางแพ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญในการเยียวยาความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับและคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียหายผ่านการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 บัญญัติว่า

“ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ กระทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”

แม้ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ หรือความน่าเชื่อถือจะไม่ใช่ทรัพย์สินที่สามารถจับต้องได้ แต่กฎหมายไทยถือว่าสิทธิในชื่อเสียง เกียรติคุณ และสิทธิในบุคลิกภาพเป็นสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ดังนั้น หากมีการนำภาพ เสียง หรือข้อมูลของบุคคลไปสร้างเป็น Deepfake และเผยแพร่จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิดังกล่าว ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำได้

ในทางปฏิบัติ ความเสียหายที่เกิดจาก Deepfake มักมีลักษณะซับซ้อนและส่งผลกระทบมากกว่าการละเมิดทั่วไป เนื่องจากข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านระบบออนไลน์สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและยากต่อการควบคุม เมื่อเนื้อหาถูกส่งต่อไปยังผู้ใช้งานจำนวนมาก ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจดำรงอยู่ต่อไปแม้ภายหลังจะมีการลบข้อมูลต้นทางหรือพิสูจน์ได้ว่าเป็นข้อมูลปลอมแล้วก็ตาม

สำหรับบุคคลทั่วไป ความเสียหายอาจเกิดขึ้นในรูปของการถูกสังคมเข้าใจผิด ถูกดูหมิ่น หรือถูกปฏิเสธจากบุคคลรอบข้าง ขณะที่สำหรับผู้ประกอบธุรกิจ ผู้บริหารองค์กร บุคคลสาธารณะ หรือผู้มีชื่อเสียง ความเสียหายอาจขยายตัวไปถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ทางธุรกิจอย่างสำคัญ

ตัวอย่างเช่น หากมีการสร้างวิดีโอ Deepfake ให้ปรากฏว่าประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทแห่งหนึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือการกระทำผิดกฎหมาย แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะไม่เป็นความจริง แต่เพียงการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวก็อาจส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวลดลง นักลงทุนถอนการลงทุน คู่ค้าระงับความร่วมมือ หรือสถาบันการเงินปฏิเสธการสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งล้วนเป็นความเสียหายที่สามารถประเมินเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

ในลักษณะเดียวกัน หากมีการสร้างภาพหรือวิดีโอ Deepfake ที่ทำให้ศิลปิน นักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ หรือบุคคลสาธารณะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสื่อมเสียชื่อเสียง อาจส่งผลให้สูญเสียงานโฆษณา สูญเสียสัญญาทางธุรกิจ หรือสูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพ ซึ่งความเสียหายเหล่านี้อาจนำมาใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าสินไหมทดแทนได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ผู้เสียหายยังอาจเรียกร้องค่าเสียหายจากผลกระทบทางจิตใจได้ด้วย โดยเฉพาะในกรณีที่ Deepfake ถูกนำไปใช้ในลักษณะที่กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือชีวิตส่วนตัวของผู้เสียหาย เช่น การสร้างภาพลามกอนาจารโดยใช้ใบหน้าของบุคคลอื่น (Deepfake Pornography) หรือการสร้างสื่อที่ทำให้ผู้เสียหายถูกสังคมรังเกียจและถูกคุกคามผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า หรือผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างร้ายแรง

อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญในทางปฏิบัติ คือค่าใช้จ่ายในการแก้ไขและฟื้นฟูความเสียหาย ผู้เสียหายอาจจำเป็นต้องว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเพื่อพิสูจน์ว่าเนื้อหาดังกล่าวเป็น Deepfake ต้องว่าจ้างที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์เพื่อกอบกู้ชื่อเสียง หรือดำเนินมาตรการทางกฎหมายเพื่อขอให้มีการลบและระงับการเผยแพร่ข้อมูล ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจถูกนำมาเรียกร้องเป็นค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำได้เช่นเดียวกัน

ที่สำคัญ ความรับผิดทางแพ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะตัวผู้สร้าง Deepfake เท่านั้น ในบางกรณี บุคคลที่มีส่วนร่วมในการเผยแพร่ สนับสนุน หรือส่งต่อข้อมูลดังกล่าวโดยรู้หรือควรรู้ว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลปลอม อาจมีความเสี่ยงที่จะต้องรับผิดร่วมกันในฐานะผู้ร่วมกระทำละเมิดได้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของแต่ละกรณี

ด้วยเหตุนี้ ในยุคที่เทคโนโลยี AI สามารถสร้างเนื้อหาปลอมได้อย่างสมจริงและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ความเสียหายจาก Deepfake จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผลกระทบทางชื่อเสียงเท่านั้น แต่ยังอาจขยายไปสู่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้เสียหายอย่างกว้างขวาง การดำเนินคดีแพ่งจึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องการเยียวยาและชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม นอกเหนือจากการดำเนินคดีอาญาหรือการใช้มาตรการทางกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง.

ประเด็นด้าน PDPA และสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล

นอกเหนือจากความรับผิดตามกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่งแล้ว การสร้างหรือเผยแพร่ Deepfake ยังอาจก่อให้เกิดประเด็นทางกฎหมายภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Personal Data Protection Act: PDPA) อีกด้วย โดยเฉพาะในยุคที่ระบบ AI อาศัยข้อมูลจำนวนมหาศาลในการเรียนรู้ วิเคราะห์ และสร้างเนื้อหาใหม่ขึ้นมา

โดยหลักแล้ว ภาพถ่ายของบุคคล ภาพใบหน้า เสียง หมายเลขประจำตัว รวมถึงข้อมูลชีวมิติ (Biometric Data) เช่น ลักษณะใบหน้า ลายนิ้วมือ ม่านตา หรือข้อมูลที่สามารถใช้ระบุตัวบุคคลได้ ถือเป็น “ข้อมูลส่วนบุคคล” ตามความหมายของ PDPA และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

ในกระบวนการสร้าง Deepfake ผู้พัฒนาหรือผู้ใช้งาน AI มักต้องรวบรวมภาพ เสียง หรือวิดีโอของบุคคลเป้าหมายเพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลสำหรับการฝึกระบบ (AI Training) หรือใช้เป็นต้นแบบในการสร้างเนื้อหาใหม่ หากการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวไม่มีฐานกฎหมายรองรับหรือไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล การดำเนินการดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ตัวอย่างเช่น การนำภาพของบุคคลจากสื่อสังคมออนไลน์ไปใช้ในการฝึกโมเดล AI เพื่อสร้างใบหน้าจำลอง การนำคลิปวิดีโอของบุคคลสาธารณะไปสร้างเสียงสังเคราะห์ หรือการนำภาพถ่ายของบุคคลไปใช้สร้างโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต ล้วนเป็นกรณีที่อาจก่อให้เกิดข้อพิพาทด้าน PDPA ได้ทั้งสิ้น

ประเด็นที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ คือ ข้อมูลใบหน้าและข้อมูลชีวมิติบางประเภทอาจถูกจัดให้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) หรืออย่างน้อยก็เป็นข้อมูลที่สามารถใช้ระบุตัวบุคคลได้โดยตรง ซึ่งกฎหมายกำหนดมาตรการคุ้มครองในระดับที่เข้มงวดกว่าข้อมูลทั่วไป ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) จึงมีหน้าที่ต้องสามารถแสดงให้เห็นว่ามีฐานทางกฎหมายที่เหมาะสมในการเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลดังกล่าว

ความเสี่ยงทางกฎหมายจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเมื่อ Deepfake ถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เช่น การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การสร้างคอนเทนต์เพื่อสร้างรายได้ หรือการส่งเสริมการขายสินค้าและบริการ เนื่องจากการนำตัวตนหรือภาพลักษณ์ของบุคคลไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจถูกมองว่าเป็นการละเมิดทั้งสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิในบุคลิกภาพ (Personality Rights) ของเจ้าของข้อมูล

นอกจากนี้ PDPA ยังให้อำนาจแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในการใช้สิทธิต่าง ๆ เช่น สิทธิขอเข้าถึงข้อมูล สิทธิขอให้ลบหรือทำลายข้อมูล สิทธิขอคัดค้านการประมวลผลข้อมูล และสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลที่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย ดังนั้น ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม AI ผู้ให้บริการเทคโนโลยี และองค์กรที่นำ AI มาใช้จึงควรให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ความท้าทายของกฎหมายไทยต่อยุค AI

แม้ว่ากฎหมายไทยในปัจจุบันจะสามารถนำมาปรับใช้กับพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Deepfake ได้ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ กฎหมายเหล่านี้ถูกตราขึ้นในช่วงเวลาที่เทคโนโลยี AI ยังไม่ได้พัฒนาไปถึงระดับปัจจุบัน

Deepfake เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเทคโนโลยีที่รวดเร็วกว่าการปรับตัวของกฎหมาย ในหลายกรณี การพิสูจน์ตัวผู้กระทำความผิดอาจทำได้ยาก เนื่องจากผู้สร้างเนื้อหาอาจอยู่ต่างประเทศ ใช้ระบบอัตโนมัติ หรือเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายในประเทศไทย อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่องความรับผิดของผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ผู้พัฒนาโมเดล AI และผู้ใช้งานปลายทาง ซึ่งกฎหมายไทยยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพียงพอ

ในระดับสากล หลายประเทศเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงของ Deepfake และออกกฎหมายหรือมาตรการเฉพาะเพื่อควบคุมการใช้งาน AI มากขึ้น ตัวอย่างเช่น การกำหนดให้ผู้สร้างเนื้อหาที่ใช้ AI ต้องเปิดเผยว่าเนื้อหาดังกล่าวถูกสร้างขึ้นด้วยปัญญาประดิษฐ์ การกำหนดมาตรฐานด้านความโปร่งใสของโมเดล AI หรือการกำหนดบทลงโทษพิเศษสำหรับการใช้ Deepfake เพื่อหลอกลวงประชาชน แทรกแซงการเลือกตั้ง หรือสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงของรัฐ

สำหรับประเทศไทย แม้หน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งจะเริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาแนวทางกำกับดูแล AI มากขึ้น แต่ยังคงมีคำถามสำคัญว่ากรอบกฎหมายในปัจจุบันเพียงพอหรือไม่ต่อการรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับความรับผิดของผู้พัฒนา AI การกำหนดมาตรฐานความโปร่งใสของระบบ และการคุ้มครองประชาชนจากการถูกหลอกลวงด้วยเนื้อหาที่สร้างขึ้นโดย AI

ในอนาคต ประเทศไทยอาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับปรุงหรือพัฒนากฎหมายเฉพาะด้าน AI เพื่อให้สามารถรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนไปพร้อมกัน

บทสรุป

Deepfake ได้เปลี่ยนจากเทคโนโลยีเพื่อความบันเทิงหรือการสร้างสรรค์สื่อในเชิงทดลอง ไปสู่เครื่องมือที่สามารถส่งผลกระทบต่อสิทธิของบุคคล ธุรกิจ และสังคมได้อย่างกว้างขวาง เทคโนโลยีดังกล่าวเปิดโอกาสให้สามารถสร้างภาพ เสียง และวิดีโอที่มีความสมจริงในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลและความปลอดภัยทางกฎหมายของบุคคล

ภายใต้กฎหมายไทย แม้จะยังไม่มีบทบัญญัติเฉพาะที่กล่าวถึง Deepfake โดยตรง แต่ผู้ที่สร้างหรือเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น อาจต้องรับผิดตามกฎหมายหลายฉบับพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และประมวลกฎหมายอาญา ความรับผิดทางแพ่งฐานละเมิด รวมถึงความรับผิดภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีที่มีการนำข้อมูลของบุคคลไปใช้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับภาคธุรกิจและองค์กร ความเสี่ยงจาก Deepfake ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นผู้เสียหายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงในการนำ AI มาใช้งานโดยไม่คำนึงถึงข้อกำหนดทางกฎหมาย การกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคล และมาตรฐานด้านจริยธรรมที่เหมาะสม การจัดให้มีนโยบายกำกับดูแล AI ภายในองค์กร การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล และการกำหนดมาตรการป้องกันการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ละเมิดสิทธิผู้อื่น จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่องค์กรไม่อาจมองข้ามได้

ท้ายที่สุด ในยุคที่ AI สามารถสร้างภาพ เสียง และวิดีโอได้อย่างแนบเนียนจนแทบไม่อาจแยกแยะออกจากความเป็นจริง การใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของจริยธรรมอีกต่อไป แต่เป็นหน้าที่ทางกฎหมายที่ทุกคนควรตระหนัก เพราะการสร้างหรือเผยแพร่ Deepfake เพียงไม่กี่นาที อาจนำไปสู่ความเสียหายทางชื่อเสียง ความสูญเสียทางธุรกิจ และความรับผิดทางกฎหมายที่มีมูลค่าสูงกว่าที่คาดคิดอย่างมาก ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานกำกับดูแลก็มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนากรอบกฎหมายให้ทันต่อวิวัฒนาการของเทคโนโลยี เพื่อให้สังคมสามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างปลอดภัย เป็นธรรม และยั่งยืนในระยะยาว.

ข้อสงวนสิทธิ์

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทางกฎหมายทั่วไปเท่านั้น มิใช่คำปรึกษากฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะ และการจัดทำพินัยกรรมควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและวัตถุประสงค์ของแต่ละบุคคล สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ. ลิขสิทธิ์ 2537

ผู้เขียน : พิณประภัสร์ จาติกวนิช

วันที่ : 15 มิถุนายน 2569