การเข้าซื้อหุ้นในบริษัทที่จัดตั้งและดำเนินกิจการอยู่แล้ว (Existing Company Acquisition หรือ Share Acquisition) เป็นทางเลือกที่นักลงทุนจำนวนไม่น้อยพิจารณาเมื่อต้องการเริ่มต้นหรือขยายธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับการจัดตั้งบริษัทใหม่ซึ่งอาจต้องเริ่มต้นกระบวนการหลายอย่างตั้งแต่ศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นการจัดโครงสร้างผู้ถือหุ้น การเปิดบัญชีธนาคาร การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม การสมัครประกันสังคม การจัดทำสัญญากับพนักงานและคู่ค้า ตลอดจนการขอใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ
ในทางธุรกิจ การซื้อบริษัทเดิมจึงอาจดูเป็นทางลัดที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าดำเนินกิจการได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทเป้าหมายมีทรัพย์สิน พนักงาน ฐานลูกค้า สัญญาทางการค้า ระบบงาน หรือใบอนุญาตที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ซื้อบริษัท” มีความหมายทางกฎหมายแตกต่างจากการซื้อทรัพย์สินของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ
หากเป็นการซื้อหุ้น บริษัทเดิมยังคงเป็นนิติบุคคลเดิม เลขทะเบียนนิติบุคคลเดิมยังคงอยู่ และโดยหลักสิทธิ หน้าที่ ทรัพย์สิน หนี้สิน สัญญา ภาระภาษี ตลอดจนความรับผิดต่าง ๆ ของบริษัทก็ยังคงอยู่กับบริษัทนั้นเช่นเดิม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง นักลงทุนไม่ได้ซื้อเฉพาะสิ่งที่ต้องการจากบริษัท แต่กำลังเข้าถือหุ้นใน “นิติบุคคลเดิมพร้อมประวัติของนิติบุคคลนั้น”
ด้วยเหตุนี้ ความรวดเร็วของการซื้อบริษัทเดิมจึงต้องพิจารณาควบคู่กับความเสี่ยงที่อาจติดมากับบริษัทเป้าหมาย และเป็นเหตุผลว่าทำไมการตรวจสอบสถานะทางกฎหมายและธุรกิจของบริษัทก่อนเข้าซื้อกิจการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
1. ซื้อหุ้น ไม่เท่ากับซื้อเฉพาะทรัพย์สิน
ประเด็นแรกที่นักลงทุนควรแยกให้ออกคือ Share Acquisition กับ Asset Acquisition ในกรณี Share Acquisition ผู้ซื้อเข้าซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิม บริษัทไม่ได้เปลี่ยนตัวตน เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นหรือผู้มีอำนาจควบคุม
ดังนั้น หากก่อนการซื้อหุ้นบริษัทมีหนี้ มีภาระภาษี มีข้อพิพาทกับลูกค้า มีปัญหาแรงงาน ผิดสัญญา หรือดำเนินการบางอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหาเหล่านั้นไม่ได้หายไปเพราะมีผู้ถือหุ้นรายใหม่ ในทางตรงกันข้าม Asset Acquisition โดยทั่วไปผู้ซื้อสามารถกำหนดได้ว่าจะซื้อทรัพย์สิน สิทธิ หรือรับโอนสัญญาใดบ้าง ทั้งนี้ยังต้องพิจารณากฎหมายและเงื่อนไขเฉพาะของทรัพย์สิน สัญญา ใบอนุญาต พนักงาน และหนี้สินแต่ละประเภทด้วย
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อ “บริษัท” นักลงทุนควรพิจารณาก่อนว่า สิ่งที่ต้องการจริง ๆ คือ ตัวบริษัท หรือเพียง ธุรกิจและทรัพย์สินบางส่วนของบริษัท
2. หนี้ที่ไม่ปรากฏในงบการเงินอาจเป็นความเสี่ยงที่สำคัญ
งบการเงินเป็นเอกสารสำคัญในการพิจารณาการเข้าซื้อกิจการ แต่ไม่ควรเป็นเอกสารเพียงอย่างเดียวที่ผู้ซื้อใช้ตัดสินใจ บริษัทอาจมีภาระผูกพันที่ยังไม่ปรากฏเป็นหนี้อย่างชัดเจนในงบการเงิน เช่น การรับประกันสินค้า ข้อเรียกร้องจากลูกค้า หนังสือค้ำประกัน ภาระตามสัญญาระยะยาว ข้อพิพาทที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง หรือเหตุการณ์ในอดีตที่อาจก่อให้เกิดความรับผิดในอนาคต ความเสี่ยงประเภทนี้มักเรียกว่า Contingent Liabilities หรือ Hidden Liabilities ตัวอย่างเช่น ก่อนการซื้อกิจการ บริษัทอาจจำหน่ายสินค้าที่มีปัญหา แต่ลูกค้ายังไม่ได้เรียกร้องค่าเสียหาย ณ วันที่ซื้อหุ้น หากมีการเรียกร้องภายหลัง ผู้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมายหรือสัญญาอาจยังเป็นบริษัทเดิม ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ซื้อรายใหม่แล้ว ราคาซื้อหุ้นจึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะมูลค่าทรัพย์สินและผลกำไร แต่ต้องพิจารณาความเสี่ยงของภาระผูกพันในอดีตประกอบด้วย
3. ความเสี่ยงด้านภาษีอาจย้อนหลังไปก่อนวันที่ซื้อกิจการ
ภาษีเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของการทำ Due Diligence แม้ผู้ซื้อจะเพิ่งเข้ามาถือหุ้นในปีปัจจุบัน แต่หากบริษัทเคยยื่นแบบภาษีไม่ถูกต้อง มีรายได้ที่ไม่ได้บันทึก รายจ่ายที่ไม่สามารถหักทางภาษีได้ หักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ครบถ้วน หรือมีปัญหาเกี่ยวกับ VAT ภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือธุรกรรมระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้อง ความเสี่ยงเหล่านั้นไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงเพราะหุ้นถูกขายให้แก่ผู้ลงทุนรายใหม่
หากภายหลังหน่วยงานภาษีตรวจพบประเด็นจากช่วงเวลาก่อนการเข้าซื้อ บริษัทอาจต้องรับภาระภาษีเพิ่มเติม เงินเพิ่ม หรือเบี้ยปรับตามกฎหมาย
ผู้ซื้อจึงควรตรวจสอบอย่างน้อยถึงประวัติการยื่นแบบภาษี งบการเงิน รายงานผู้สอบบัญชี รายการปรับปรุงทางภาษี VAT ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินเดือน และธุรกรรมที่มีสาระสำคัญ รวมถึงสถานะของการตรวจสอบหรือข้อพิพาทกับหน่วยงานภาษี
ในธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงหรือมีโครงสร้างซับซ้อน การตรวจสอบด้านภาษีควรดำเนินการควบคู่กับ Legal Due Diligence ไม่ใช่พิจารณาภายหลังจากตกลงราคาซื้อขายแล้ว
4. ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วต้องตรวจสอบมากกว่าหนังสือรับรองบริษัท
อีกประเด็นหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือประวัติทุนและการชำระค่าหุ้นของบริษัท การที่หนังสือรับรองหรือเอกสารทะเบียนแสดงว่าบริษัทมีทุนจดทะเบียนจำนวนหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าผู้ซื้อควรสันนิษฐานทันทีว่าเงินจำนวนดังกล่าวเคยถูกนำเข้าสู่บริษัทอย่างถูกต้องและสามารถตรวจสอบเส้นทางได้
การตรวจสอบจึงอาจต้องครอบคลุมถึงทะเบียนผู้ถือหุ้น ใบหุ้น หลักฐานการชำระค่าหุ้น รายการบัญชี และเอกสารเกี่ยวกับการเพิ่มหรือลดทุนในอดีต
ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญหากบริษัทมีผู้ถือหุ้นต่างชาติ หรือผู้ซื้อประสงค์จะใช้โครงสร้างบริษัทดังกล่าวเพื่อประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
การเห็นเพียงโครงสร้างผู้ถือหุ้นในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอ แต่ควรพิจารณาถึง ที่มาของเงินลงทุนและข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจของการถือหุ้น ด้วย
5. ใบอนุญาตเดิมอาจไม่ได้ใช้ต่อได้โดยอัตโนมัติ
เหตุผลหนึ่งที่นักลงทุนเลือกซื้อบริษัทเดิมคือบริษัทนั้นมีใบอนุญาตประกอบกิจการอยู่แล้ว แต่การมีใบอนุญาตไม่ได้หมายความว่าผู้ซื้อสามารถใช้ใบอนุญาตดังกล่าวต่อไปได้โดยไม่มีเงื่อนไข
ใบอนุญาตบางประเภทอาจกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับโครงสร้างผู้ถือหุ้น กรรมการ ผู้มีอำนาจควบคุม สถานที่ประกอบกิจการ ทุน บุคลากร หรือคุณสมบัติของผู้รับใบอนุญาต และการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นหรือการควบคุมกิจการอาจต้องได้รับอนุญาต แจ้งหน่วยงาน หรือดำเนินการบางประการเพิ่มเติม
นอกจากนี้ หากบริษัทมีการส่งเสริมการลงทุน ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือสิทธิประโยชน์ทางกฎหมายเฉพาะ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นอาจมีผลต่อสิทธิหรือเงื่อนไขเหล่านั้น
ดังนั้น ประโยคว่า “ซื้อบริษัทนี้แล้วใช้ licence เดิมได้เลย” ไม่ควรถือเป็นข้อสรุปจนกว่าจะตรวจสอบกฎหมาย เงื่อนไขใบอนุญาต และข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว
6. สัญญาที่ดูมีมูลค่าอาจมี Change of Control Clause
บริษัทเป้าหมายอาจมีสัญญาระยะยาวกับลูกค้ารายใหญ่ ผู้จำหน่าย เจ้าของพื้นที่ ผู้ให้กู้ หรือคู่ค้าสำคัญ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้ซื้อต้องการเข้าซื้อบริษัท
แต่สัญญาบางฉบับกำหนด Change of Control Clause ซึ่งอาจกำหนดให้บริษัทต้องแจ้งหรือได้รับความยินยอมจากคู่สัญญาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นหรือผู้มีอำนาจควบคุม
ในบางกรณี การเปลี่ยนแปลงการควบคุมโดยไม่ได้รับความยินยอมอาจทำให้คู่สัญญามีสิทธิบอกเลิกสัญญา
หากมูลค่าของบริษัทส่วนใหญ่เกิดจากสัญญากับลูกค้ารายสำคัญ แต่สัญญาดังกล่าวสามารถถูกบอกเลิกเนื่องจากการเปลี่ยนผู้ถือหุ้น มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผู้ซื้อคิดว่ากำลังซื้ออาจลดลงอย่างมากหลังปิดธุรกรรม การตรวจสอบ Material Contracts จึงควรเป็นส่วนสำคัญของ Legal Due Diligence
7. ปัญหาแรงงานเดิมยังคงอยู่กับบริษัท
การซื้อหุ้นไม่ได้ทำให้นิติบุคคลนายจ้างเปลี่ยนไป ดังนั้น สิทธิและภาระเกี่ยวกับพนักงานโดยหลักยังคงอยู่กับบริษัท ผู้ซื้อควรตรวจสอบสัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ค่าจ้าง โบนัส สวัสดิการ วันหยุด ค่าล่วงเวลา เงินสมทบประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ถ้ามี) ตลอดจนข้อพิพาทแรงงานที่เกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ควรพิจารณาว่ามีพนักงานหรือผู้บริหารคนสำคัญที่ธุรกิจพึ่งพาเป็นพิเศษหรือไม่ และการเปลี่ยนเจ้าของกิจการอาจทำให้บุคคลเหล่านั้นลาออกหรือไม่
บางครั้งทรัพย์สินสำคัญที่สุดของบริษัทไม่ได้อยู่ในงบดุล แต่อยู่ที่บุคลากร ความรู้ทางธุรกิจ และความสัมพันธ์กับลูกค้า
8. ทรัพย์สินทางปัญญาอาจไม่ได้เป็นของบริษัทจริง
ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า ซอฟต์แวร์ เว็บไซต์ ฐานข้อมูล สูตรการผลิต แบบผลิตภัณฑ์ หรือเทคโนโลยี อาจเป็นส่วนสำคัญของมูลค่าธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ในการตรวจสอบกิจการอาจพบว่าทรัพย์สินบางรายการไม่ได้จดทะเบียนในชื่อบริษัท แต่เป็นชื่อผู้ก่อตั้ง ผู้ถือหุ้นเดิม กรรมการ หรือบริษัทอื่นในกลุ่ม
กรณีซอฟต์แวร์หรือผลงานสร้างสรรค์ อาจมีประเด็นเพิ่มเติมว่าบริษัทได้รับสิทธิจากผู้พัฒนา พนักงาน หรือผู้รับจ้างครบถ้วนเพียงใด
หากผู้ซื้อเข้าซื้อหุ้นโดยเชื่อว่าบริษัทเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาหลัก แต่ภายหลังพบว่าสิทธิดังกล่าวเป็นของบุคคลอื่น ย่อมส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าของธุรกรรม
9. คดีความไม่ใช่ความเสี่ยงทางกฎหมายเพียงประเภทเดียว
การตรวจสอบว่าบริษัทมีคดีอยู่หรือไม่เป็นสิ่งจำเป็น แต่การไม่มีคดีในวันที่ตรวจสอบไม่ได้หมายความว่าบริษัทไม่มี Legal Risk
อาจมีหนังสือทวงถาม ข้อร้องเรียนจากลูกค้า ข้อพิพาทกับพนักงาน การตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐ การผิดสัญญาที่ยังไม่ได้ถูกดำเนินคดี หรือเหตุการณ์ในอดีตที่ยังอยู่ภายในระยะเวลาที่คู่กรณีสามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้
Legal Due Diligence ที่ดีจึงไม่ควรถามเพียงว่า “บริษัทมีคดีหรือไม่?” แต่ควรถามว่า “มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นแล้วที่อาจพัฒนาเป็นความรับผิดในอนาคตหรือไม่?” ความแตกต่างของคำถามสองแบบนี้สามารถเปลี่ยนระดับความเสี่ยงของธุรกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ
10. ธุรกรรมกับผู้ถือหุ้นเดิมและบริษัทในกลุ่มต้องถูกแยกออกให้ชัด
บริษัทเอกชนจำนวนมากมีธุรกรรมระหว่างบริษัทกับผู้ถือหุ้น กรรมการ หรือบริษัทในกลุ่ม เช่น เงินกู้ยืม ค่าใช้จ่ายที่จ่ายแทนกัน ค่าบริหารจัดการ การใช้ทรัพย์สินร่วมกัน การค้ำประกัน หรือการให้บริษัทหนึ่งรับภาระแทนอีกบริษัทหนึ่ง ก่อนการเข้าซื้อ ผู้ซื้อควรตรวจสอบว่ารายการเหล่านี้จะถูกจัดการอย่างไร เงินกู้จากผู้ถือหุ้นเดิมจะชำระคืนก่อน Closing หรือไม่? บริษัทมีลูกหนี้จากกรรมการหรือบริษัทในเครือหรือไม่? มีทรัพย์สินของบริษัทถูกใช้โดยบุคคลอื่นหรือไม่? บริษัทค้ำประกันหนี้ของผู้ถือหุ้นหรือบริษัทในกลุ่มหรือไม่? คำถามเหล่านี้ควรได้รับคำตอบก่อนที่ผู้ซื้อจะเข้าควบคุมบริษัท ไม่ใช่หลังจากชำระราคาซื้อหุ้นแล้ว
11. Due Diligence ไม่ได้มีไว้เพื่อตัดสินเพียงว่า “ซื้อหรือไม่ซื้อ”
วัตถุประสงค์ของ Due Diligence ไม่ใช่การพยายามค้นหาข้อผิดพลาดเพื่อยกเลิกธุรกรรมเสมอไป ในทางปฏิบัติ ผลการตรวจสอบสามารถนำมาใช้บริหารความเสี่ยงได้หลายวิธี หากพบปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ ผู้ซื้ออาจกำหนดให้ผู้ขายดำเนินการแก้ไขก่อน Closing เป็น Condition Precedent หากพบความเสี่ยงที่ประเมินเป็นมูลค่าได้ อาจนำมาใช้เจรจาปรับราคาซื้อ หากเป็นความเสี่ยงจากเหตุการณ์ในอดีต อาจกำหนดให้ผู้ขายรับผิดเป็นการเฉพาะภายใต้ Specific Indemnity
หากข้อมูลบางเรื่องยังไม่สามารถยืนยันได้ อาจใช้กลไก Escrow, Holdback หรือ Deferred Payment เพื่อกันเงินส่วนหนึ่งไว้จนกว่าความเสี่ยงนั้นจะสิ้นสุดหรือได้รับการแก้ไข
ดังนั้น Due Diligence จึงไม่ใช่เพียงกระบวนการ “ตรวจบริษัท” แต่เป็นข้อมูลสำหรับออกแบบโครงสร้างของธุรกรรมและจัดสรรความเสี่ยงระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย
12. Share Purchase Agreement ต้องสะท้อนสิ่งที่พบจาก Due Diligence
ความผิดพลาดที่พบได้ในการซื้อกิจการคือ ผู้ซื้อทำ Due Diligence อย่างละเอียด แต่กลับใช้ Share Purchase Agreement ที่เป็นแบบมาตรฐานและไม่ได้เชื่อมโยงกับผลการตรวจสอบ
หาก Due Diligence พบความเสี่ยงเฉพาะ แต่ SPA ไม่ได้กำหนดวิธีจัดการความเสี่ยงนั้น ประโยชน์ของการตรวจสอบย่อมลดลงอย่างมาก
SPA ที่เหมาะสมควรพิจารณาประเด็นสำคัญ เช่น Representations and Warranties ของผู้ขาย Conditions Precedent ข้อจำกัดการดำเนินกิจการก่อน Closing การรับรองความถูกต้องของข้อมูล ภาษี หนี้สิน พนักงาน สัญญา ใบอนุญาต ทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจน Indemnification สำหรับความเสียหายจากเหตุการณ์ก่อนการซื้อกิจการ
ในบางธุรกรรม อาจต้องมี Tax Indemnity แยกต่างหาก เพื่อกำหนดความรับผิดของผู้ขายต่อภาษีที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาก่อน Closing
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการให้ผู้ขายรับรองว่า “บริษัทไม่มีปัญหา” แต่ต้องกำหนดต่อไปด้วยว่า หากคำรับรองนั้นไม่ถูกต้อง ใครเป็นผู้รับความเสี่ยง มีขอบเขตความรับผิดเท่าใด และผู้ซื้อสามารถเรียกร้องได้ภายในระยะเวลาใด
13. ราคาถูกและ Closing เร็ว อาจไม่ใช่ธุรกรรมที่ถูกกว่า
บริษัทที่มีประวัติยาวนาน มีใบอนุญาต หรือพร้อมดำเนินกิจการทันทีอาจมีราคาที่น่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับเวลาและต้นทุนในการตั้งธุรกิจใหม่ แต่ราคาซื้อหุ้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนการเข้าซื้อกิจการ
หากภายหลังผู้ซื้อพบภาษีย้อนหลัง ข้อพิพาทแรงงาน สัญญาที่ถูกบอกเลิก ใบอนุญาตที่ใช้ต่อไม่ได้ หรือหนี้ที่ไม่ได้เปิดเผย ต้นทุนที่แท้จริงของการซื้อบริษัทอาจสูงกว่าการเริ่มต้นบริษัทใหม่อย่างมีนัยสำคัญ
การพิจารณาว่า Existing Company “ถูกกว่า” หรือ “เร็วกว่า” จึงควรเปรียบเทียบ Total Transaction Risk and Cost ไม่ใช่เฉพาะราคาซื้อหรือจำนวนวันที่ใช้ในการเปลี่ยนผู้ถือหุ้น
14. เมื่อใดควรตั้งบริษัทใหม่ และเมื่อใดการซื้อบริษัทเดิมอาจเหมาะกว่า
ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกธุรกิจ
การตั้งบริษัทใหม่อาจเหมาะกว่าเมื่อผู้ลงทุนต้องการโครงสร้างที่สะอาด ไม่มีประวัติหนี้สิน ต้องการกำหนดโครงสร้างทุน ผู้ถือหุ้น และระบบการดำเนินงานใหม่ทั้งหมด หรือเมื่อบริษัทเป้าหมายเดิมไม่มีทรัพย์สินหรือสิทธิที่มีคุณค่าเพียงพอที่จะชดเชยความเสี่ยงจากอดีต ในทางกลับกัน การซื้อบริษัทเดิมอาจมีเหตุผลทางธุรกิจอย่างมาก หากบริษัทนั้นมีสินทรัพย์หรือสิทธิที่มีมูลค่า เช่น ฐานลูกค้า สัญญาระยะยาว ทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี ระบบการผลิต ที่ดิน โรงงาน หรือใบอนุญาตที่ใช้เวลาและต้นทุนสูงในการจัดหาใหม่
ดังนั้น คำถามที่เหมาะสมอาจไม่ใช่
“ซื้อบริษัทเก่าหรือตั้งบริษัทใหม่ แบบไหนเร็วกว่า?”
แต่ควรเป็น
“สิ่งที่เราจะได้รับจากบริษัทเดิมมีมูลค่ามากพอที่จะรับความเสี่ยงจากประวัติของบริษัทนั้นหรือไม่ และเราสามารถจัดการความเสี่ยงเหล่านั้นในโครงสร้างธุรกรรมได้อย่างไร?”
บทสรุป
การซื้อบริษัทเดิมสามารถเป็นวิธีเข้าสู่ธุรกิจที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่ความรวดเร็วนั้นไม่ควรแลกมากับการรับความเสี่ยงที่ผู้ซื้อไม่เคยประเมิน
หลักสำคัญของ Share Acquisition คือ ผู้ซื้อไม่ได้เริ่มต้นประวัติของบริษัทใหม่ในวันที่ซื้อหุ้น แต่เข้ามาเป็นเจ้าของบริษัทที่มีประวัติอยู่ก่อนแล้ว
ประวัติดังกล่าวอาจประกอบด้วยทั้งสิ่งที่สร้างมูลค่า เช่น ลูกค้า สัญญา ใบอนุญาต บุคลากร และทรัพย์สิน และสิ่งที่สร้างความเสี่ยง เช่น หนี้ ภาษี ข้อพิพาท การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือภาระผูกพันที่ยังไม่ปรากฏ
ก่อนตัดสินใจเข้าซื้อกิจการ นักลงทุนจึงควรดำเนินการ Legal, Corporate, Tax, Financial และ Commercial Due Diligence ในระดับที่เหมาะสมกับขนาดและความเสี่ยงของธุรกรรม และนำผลการตรวจสอบดังกล่าวมาใช้ในการกำหนดราคา เงื่อนไขก่อน Closing คำรับรองและการรับประกัน ตลอดจนกลไกชดใช้ความเสียหายในสัญญาซื้อขายหุ้น
เพราะในการซื้อกิจการ คำถามที่สำคัญไม่ได้มีเพียงว่า “บริษัทนี้มีมูลค่าเท่าไร”
แต่รวมถึงคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันว่า
“หลังจากเราเป็นเจ้าของแล้ว มีอะไรจากอดีตของบริษัทที่เราจะต้องรับผิดชอบต่อ?”
ข้อสงวนสิทธิ์ : บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทางกฎหมายทั่วไปเท่านั้น มิใช่คำปรึกษากฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะ การปรึกษากฎหมายควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและวัตถุประสงค์ของแต่ละบุคคล สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ. ลิขสิทธิ์ 2537
ผู้เขียน : พิณประภัสร์ จาติกวนิช
วันที่ : 25 สิงหาคม 2569