Line

การสวมสิทธิหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) ตามกฎหมายไทย ความเสี่ยงด้านศุลกากร การค้าระหว่างประเทศ และความรับผิดทางอาญาของผู้ประกอบการ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหรือเป็นศูนย์กลางในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศคู่ค้าได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งออกภายใต้ความตกลงการค้าเสรีซึ่งเปิดโอกาสให้สินค้าที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยได้รับการลดหรือยกเว้นอากรขาเข้าในประเทศปลายทาง อย่างไรก็ดี สิทธิประโยชน์ดังกล่าวมีเงื่อนไขสำคัญว่าสินค้าต้องมีคุณสมบัติเป็นสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าของความตกลงที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง

การนำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย แล้วส่งออกต่อโดยอ้างว่าสินค้านั้นมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ทั้งที่ไม่มีการผลิตหรือแปรสภาพตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด หรือการใช้เอกสารและข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเพื่อขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า อาจเข้าข่ายที่เรียกโดยทั่วไปว่า “การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า” หรือ “การสวมสิทธิ C/O”

แม้กฎหมายไทยจะมิได้บัญญัติฐานความผิดชื่อว่า “ความผิดฐานสวมสิทธิ C/O” ไว้เป็นการเฉพาะในกฎหมายฉบับเดียว แต่การกระทำดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความรับผิดตามกฎหมายหลายฉบับพร้อมกัน ทั้งกฎหมายว่าด้วยการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า กฎหมายศุลกากร ประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง ตลอดจนมาตรการทางการค้าของประเทศผู้นำเข้า

1. ความหมายและความสำคัญของหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า

หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า หรือ Certificate of Origin ซึ่งนิยมเรียกโดยย่อว่า “C/O” เป็นเอกสารที่ใช้รับรองว่าสินค้ามีถิ่นกำเนิดในประเทศใดประเทศหนึ่งตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า หรือ Rules of Origin เอกสารดังกล่าวมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากประเทศผู้นำเข้ามักใช้ถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาสิทธิทางภาษีศุลกากร มาตรการควบคุมทางการค้า การใช้มาตรการเยียวยาทางการค้า ตลอดจนการปฏิบัติตามเงื่อนไขเฉพาะที่กำหนดสำหรับสินค้าจากประเทศต่าง ๆ

ในทางกฎหมาย คำว่า “ถิ่นกำเนิดสินค้า” มิได้หมายถึงประเทศที่สินค้าถูกส่งออก ประเทศที่ผู้ขายหรือผู้ส่งออกจดทะเบียนจัดตั้งขึ้น หรือประเทศที่มีการออกใบกำกับสินค้าเท่านั้น หากแต่หมายถึงประเทศที่สินค้านั้นถูกผลิต ได้มา หรือผ่านกระบวนการแปรสภาพตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายหรือความตกลงการค้ากำหนดไว้

ดังนั้น ประเทศที่ส่งออกสินค้าและประเทศที่เป็นถิ่นกำเนิดสินค้าอาจเป็นคนละประเทศกันได้ ตัวอย่างเช่น สินค้าอาจถูกผลิตขึ้นในประเทศจีน จากนั้นนำเข้ามาเก็บรักษา บรรจุใหม่ หรือส่งออกต่อจากประเทศไทยไปยังประเทศที่สาม ในกรณีดังกล่าว ประเทศไทยอาจเป็นเพียงประเทศผู้ส่งออกหรือประเทศทางผ่าน แต่สินค้ายังคงมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน เว้นแต่สินค้านั้นจะได้ผ่านกระบวนการผลิตหรือแปรสภาพในประเทศไทยในระดับที่เพียงพอตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าที่ใช้บังคับ

หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าอาจออกโดยกรมการค้าต่างประเทศ หน่วยงานหรือองค์กรที่ได้รับมอบหมาย หรือในบางกรณีอาจใช้ระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองโดยผู้ส่งออกหรือผู้ผลิต ตามรูปแบบและเงื่อนไขของความตกลงการค้าเสรีแต่ละฉบับ

แม้รูปแบบการรับรองจะแตกต่างกัน แต่สาระสำคัญยังคงอยู่ที่ผู้ขอใช้สิทธิหรือผู้รับรองต้องสามารถแสดงหลักฐานได้ว่าสินค้ามีคุณสมบัติด้านถิ่นกำเนิดตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง การได้รับเอกสาร C/O จึงมิได้หมายความว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้าจะไม่อาจถูกตรวจสอบอีกในภายหลัง เนื่องจากหน่วยงานของประเทศผู้นำเข้าอาจดำเนินการตรวจสอบย้อนหลัง หรือ retroactive verification เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลและเอกสารประกอบได้

1.1 ประเภทของหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า

ในทางปฏิบัติ หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มสำคัญ ได้แก่ หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร และหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่มิได้ใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร

1.1.1 หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร

หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าประเภทนี้ใช้เพื่อยืนยันต่อศุลกากรของประเทศผู้นำเข้าว่าสินค้ามีคุณสมบัติเป็นสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดตามความตกลงการค้าเสรีหรือความตกลงให้สิทธิพิเศษทางภาษีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้นำเข้าสามารถขอลดหรือยกเว้นอากรขาเข้าได้

ตัวอย่างเช่น Form D ภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน Form E ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี    อาเซียน–จีน Form AK ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–เกาหลี ตลอดจนแบบรับรองหรือคำรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าอื่นตามความตกลงที่ประเทศไทยเป็นภาคี

สิทธิพิเศษทางภาษีมิได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีการออก C/O เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าสินค้ามีคุณสมบัติตามกฎถิ่นกำเนิดของความตกลงนั้นหรือไม่ การพิจารณาอาจเกี่ยวข้องกับพิกัดศุลกากรของสินค้า แหล่งที่มาของวัตถุดิบ สัดส่วนมูลค่าที่เกิดขึ้นในประเทศหรือภูมิภาค กระบวนการผลิต การเปลี่ยนแปลงพิกัดศุลกากร และเงื่อนไขการขนส่งโดยตรง

สินค้าชนิดเดียวกันจึงอาจผ่านเกณฑ์ถิ่นกำเนิดภายใต้ความตกลงหนึ่ง แต่ไม่ผ่านเกณฑ์ภายใต้อีกความตกลงหนึ่ง เนื่องจากกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและเกณฑ์เฉพาะรายสินค้า หรือ Product Specific Rules ของแต่ละความตกลงอาจแตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น สินค้าที่มีสัดส่วนมูลค่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทยร้อยละ 40 อาจผ่านเกณฑ์ภายใต้ความตกลงที่กำหนด Regional Value Content ในอัตราร้อยละ 40 แต่หากอีกความตกลงหนึ่งกำหนดให้สินค้านั้นต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงพิกัดศุลกากรในระดับเฉพาะ การมีสัดส่วนมูลค่าในประเทศไทยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

1.1.2 หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่มิได้ใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร

หนังสือรับรองประเภทนี้มักเรียกว่า Non-Preferential Certificate of Origin หรือ Form C/O ทั่วไป โดยมิได้ใช้เพื่อขอลดหรือยกเว้นอากรขาเข้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรีโดยตรง แต่อาจใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้า กฎระเบียบ หรือเงื่อนไขตามสัญญา

ตัวอย่างเช่น ประเทศผู้นำเข้าอาจกำหนดให้ต้องแสดง C/O เพื่อใช้ควบคุมการนำเข้าสินค้าบางประเภท ตรวจสอบว่าสินค้ามาจากประเทศที่อยู่ภายใต้มาตรการจำกัดทางการค้าหรือไม่ หรือใช้ประกอบการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด มาตรการตอบโต้การอุดหนุน หรือมาตรการปกป้องจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น

ในทางการค้า คู่สัญญาอาจกำหนดให้ผู้ขายต้องจัดส่ง C/O เพื่อยืนยันประเทศต้นกำเนิดของสินค้า หรือเพื่อใช้ประกอบการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต การเรียกชำระเงินตามเอกสาร การปฏิบัติตามนโยบายจัดซื้อของลูกค้า หรือการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านห่วงโซ่อุปทาน

แม้ C/O ประเภทนี้จะมิได้ใช้เพื่อขอสิทธิพิเศษทางภาษีโดยตรง แต่ข้อมูลถิ่นกำเนิดที่ไม่ถูกต้องยังอาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เช่น การผิดเงื่อนไขของสัญญาซื้อขาย การปฏิเสธรับสินค้า การไม่ชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิต การถูกเรียกค่าเสียหาย หรือการถูกดำเนินการตามกฎหมายของประเทศผู้นำเข้า

1.2 ความสำคัญของ C/O ต่อการใช้สิทธิทางภาษีศุลกากร

ในระบบการค้าระหว่างประเทศ อัตราอากรขาเข้าสำหรับสินค้าชนิดเดียวกันอาจแตกต่างกันตามประเทศต้นกำเนิดสินค้า หากสินค้ามีถิ่นกำเนิดจากประเทศที่มีความตกลงการค้าเสรีกับประเทศผู้นำเข้า สินค้านั้นอาจได้รับอัตราอากรพิเศษที่ต่ำกว่าอัตราปกติ หรืออาจได้รับการยกเว้นอากรทั้งหมด

ด้วยเหตุนี้ C/O จึงมีมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยตรง เนื่องจากสามารถลดต้นทุนการนำเข้า เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้า และมีผลต่อการกำหนดราคาซื้อขายระหว่างผู้ส่งออกกับผู้นำเข้า

ในบางกรณี ส่วนต่างระหว่างอัตราอากรปกติกับอัตราพิเศษอาจมีมูลค่าสูง ผู้ประกอบการจึงอาจมีแรงจูงใจให้แสดงว่าสินค้ามีถิ่นกำเนิดจากประเทศที่ได้รับสิทธิ แม้สินค้าจะไม่มีคุณสมบัติตามกฎถิ่นกำเนิดจริง พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หน่วยงานของรัฐต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการออกและการใช้ C/O

หากภายหลังพบว่าสินค้าไม่มีคุณสมบัติตามกฎถิ่นกำเนิด ประเทศผู้นำเข้าอาจปฏิเสธสิทธิพิเศษทางภาษี เรียกเก็บอากรขาเข้าตามอัตราปกติย้อนหลัง รวมถึงเรียกเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม หรือดำเนินคดีตามกฎหมายของประเทศนั้น ความเสียหายดังกล่าวโดยทั่วไปอาจตกแก่ผู้นำเข้าในเบื้องต้น แต่ผู้นำเข้าอาจใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ส่งออกหรือผู้ผลิตตามสัญญาต่อไป

1.3 ความสำคัญของ C/O ต่อมาตรการทางการค้า

ถิ่นกำเนิดสินค้ามีความสำคัญมิใช่เฉพาะการให้สิทธิพิเศษทางภาษีเท่านั้น แต่ยังใช้ในการกำหนดว่าต้องใช้มาตรการทางการค้าใดกับสินค้านั้น

ตัวอย่างเช่น ประเทศผู้นำเข้าอาจกำหนดอากรตอบโต้การทุ่มตลาดสำหรับสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ หากสินค้าจากประเทศดังกล่าวถูกส่งผ่านประเทศไทยและแสดงว่าเป็นสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดไทยโดยไม่ถูกต้อง อาจถูกมองว่าเป็นการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด

นอกจากนี้ ถิ่นกำเนิดสินค้ายังอาจเกี่ยวข้องกับมาตรการตอบโต้การอุดหนุน มาตรการปกป้อง ข้อจำกัดด้านปริมาณ การห้ามนำเข้า มาตรการคว่ำบาตร และข้อกำหนดด้านการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

การแสดงถิ่นกำเนิดสินค้าไม่ตรงกับความเป็นจริงจึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่กว้างกว่าการสูญเสียสิทธิภาษี และอาจนำไปสู่การสอบสวนว่ามีการใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศอื่นหรือไม่

1.4 C/O มิใช่หลักฐานเด็ดขาดว่ามีถิ่นกำเนิดไทย

ผู้ประกอบการบางรายอาจเข้าใจว่า เมื่อกรมการค้าต่างประเทศหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายได้ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า หรือ C/O ให้แล้ว ย่อมถือเป็นข้อยุติเด็ดขาดว่าสินค้านั้นมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย และศุลกากรของประเทศผู้นำเข้ามีหน้าที่ต้องยอมรับเอกสารดังกล่าวโดยไม่อาจตรวจสอบหรือโต้แย้งได้ อย่างไรก็ดี ความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้องในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติของการค้าระหว่างประเทศ

โดยหลักแล้ว C/O เป็นเอกสารที่ใช้แสดงหรือรับรองว่าสินค้ามีถิ่นกำเนิดตามประเทศที่ระบุ เพื่อประกอบการพิจารณาของหน่วยงานศุลกากรในประเทศผู้นำเข้า แต่เอกสารดังกล่าวมิได้มีผลผูกพันประเทศผู้นำเข้าให้ต้องอนุญาตสิทธิพิเศษทางภาษีโดยอัตโนมัติ การจะได้รับสิทธิพิเศษยังขึ้นอยู่กับว่าสินค้ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าของความตกลงที่เกี่ยวข้องหรือไม่ รวมถึงมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านรูปแบบเอกสาร ระยะเวลา การขนส่ง และพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้องครบถ้วนหรือไม่

ในแง่นี้ ควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง “ความถูกต้องในทางรูปแบบของ C/O” กับ “ความถูกต้องของข้อเท็จจริงที่เป็นฐานในการออก C/O” กล่าวคือ C/O อาจถูกจัดทำในแบบที่ถูกต้อง มีลายมือชื่อและตราประทับครบถ้วน ออกโดยหน่วยงานที่มีอำนาจ และยื่นภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่หากข้อเท็จจริงพื้นฐานเกี่ยวกับวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ต้นทุน หรือประเทศต้นกำเนิดของสินค้านั้นไม่เป็นความจริง สินค้าก็อาจไม่มีคุณสมบัติได้รับสิทธิพิเศษตามที่ระบุไว้ในเอกสาร

ดังนั้น การที่หน่วยงานไทยออก C/O ให้จึงเป็นการรับรองโดยอาศัยข้อมูล เอกสาร และคำยืนยันที่ผู้ประกอบการหรือผู้ส่งออกนำมายื่น มิใช่การรับประกันโดยเด็ดขาดว่าสินค้าจะได้รับการยอมรับจากประเทศผู้นำเข้าในทุกกรณี กรมการค้าต่างประเทศเองกำหนดให้ผู้ขอรับหนังสือรับรองต้องแสดงข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับการผลิตและถิ่นกำเนิดสินค้า โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเฝ้าระวัง ซึ่งอาจต้องแสดงใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน รายการวัตถุดิบ และข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตเพิ่มเติมก่อนออก C/O

อำนาจของประเทศผู้นำเข้าในการตรวจสอบย้อนหลัง

ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีโดยทั่วไป ศุลกากรของประเทศผู้นำเข้ามีอำนาจตรวจสอบว่าสินค้าที่ขอรับสิทธิพิเศษมีคุณสมบัติด้านถิ่นกำเนิดตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่ แม้ในขณะนำเข้าสินค้าจะมีการยื่น C/O ที่มีรูปแบบสมบูรณ์แล้วก็ตาม

กระบวนการดังกล่าวมักเรียกว่า “การตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า” หรือ Origin Verification และในกรณีที่ดำเนินการภายหลังการนำเข้าหรือภายหลังการให้สิทธิไปแล้ว อาจเรียกว่า “การตรวจสอบย้อนหลัง” หรือ Retroactive Verification

ศุลกากรประเทศผู้นำเข้าอาจเริ่มกระบวนการตรวจสอบเมื่อมีเหตุอันควรสงสัย เช่น ปริมาณสินค้าที่ส่งออกจากประเทศไทยสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับกำลังการผลิตของโรงงาน สินค้านั้นเป็นสินค้าที่ประเทศไทยมิได้มีฐานการผลิตหรือวัตถุดิบในปริมาณที่สอดคล้องกับการส่งออก ข้อมูลใน C/O ไม่สอดคล้องกับใบกำกับสินค้า ใบขนสินค้า หรือเอกสารการขนส่ง มีข้อสงสัยว่าสินค้าถูกนำเข้าจากประเทศที่ถูกใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดหรือมาตรการจำกัดทางการค้า แล้วส่งผ่านประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงพิกัดศุลกากร ประเทศต้นทาง หรือรายละเอียดของสินค้าระหว่างเอกสารแต่ละชุด ประเทศผู้นำเข้าได้รับข้อมูลจากหน่วยงานอื่นว่าผู้ส่งออกหรือผู้ผลิตอาจไม่มีการผลิตจริงตามที่กล่าวอ้าง

เมื่อมีข้อสงสัย ศุลกากรประเทศผู้นำเข้าอาจขอให้หน่วยงานผู้ออก C/O ในประเทศไทยยืนยันความถูกต้องของเอกสารและคุณสมบัติของสินค้า ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ส่งออกหรือผู้ผลิต ส่งแบบสอบถามเกี่ยวกับกระบวนการผลิต หรือในบางความตกลงอาจขอตรวจเยี่ยมสถานประกอบการตามเงื่อนไขและกระบวนการที่กำหนด

ตัวอย่างเช่น ระเบียบวิธีปฏิบัติด้านการรับรองถิ่นกำเนิดภายใต้ความตกลงการค้าเสรีหลายฉบับกำหนดโดยชัดแจ้งว่า ศุลกากรของประเทศผู้นำเข้ามีอำนาจตรวจสอบสิทธิของสินค้าในการได้รับอัตราภาษีพิเศษ และอาจขอข้อมูลหรือการยืนยันจากหน่วยงานของประเทศผู้ส่งออกได้

ในระหว่างการตรวจสอบ ประเทศผู้นำเข้าอาจชะลอการให้สิทธิพิเศษทางภาษี เรียกให้ผู้นำเข้าวางหลักประกัน หรือเรียกเก็บอากรในอัตราปกติไปก่อน แล้วจึงคืนอากรภายหลังหากผลการตรวจสอบยืนยันว่าสินค้ามีถิ่นกำเนิดถูกต้อง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับกฎหมายภายในของประเทศผู้นำเข้าและข้อกำหนดของความตกลงแต่ละฉบับ

การออก C/O เป็นการพิจารณาจากข้อมูลที่ผู้ประกอบการยื่น

ในทางปฏิบัติ หน่วยงานผู้ออก C/O มิได้เข้าไปควบคุมหรือเฝ้าติดตามกระบวนการผลิตสินค้าทุกหน่วยตลอดเวลา การพิจารณาออก C/O จึงต้องอาศัยเอกสารและข้อมูลที่ผู้ประกอบการนำมายื่นเป็นสำคัญ เช่น เอกสารการซื้อวัตถุดิบ พิกัดศุลกากร สูตรการผลิต บัญชีต้นทุน ใบอนุญาตโรงงาน รายงานการผลิต และคำรับรองของผู้มีอำนาจ

ผู้ประกอบการจึงเป็นบุคคลที่อยู่ในฐานะเข้าถึงและทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการผลิตและแหล่งที่มาของวัตถุดิบมากที่สุด ภาระในการรับรองความถูกต้องของข้อมูลจึงยังคงอยู่ที่ผู้ขอออก C/O หรือผู้ที่รับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง มิได้โอนไปเป็นความรับผิดของหน่วยงานผู้ออกเอกสารทั้งหมด

หากผู้ประกอบการยื่นข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง แล้วหน่วยงานออก C/O ให้โดยเชื่อข้อมูลดังกล่าว การออกเอกสารของหน่วยงานรัฐย่อมไม่ทำให้ข้อมูลเท็จกลายเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง และไม่ทำให้สินค้าที่ไม่ผ่านกฎถิ่นกำเนิดกลายเป็นสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดไทยโดยผลของเอกสาร

หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้ประกอบการพยายามอ้างว่า ตนไม่มีความรับผิดเพราะเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบและออก C/O ให้แล้ว การได้รับอนุมัติจากเจ้าหน้าที่อาจเป็นข้อเท็จจริงหนึ่งที่นำมาพิจารณาในเรื่องเจตนาหรือความสุจริต แต่ไม่ใช่เหตุยกเว้นความรับผิดโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะหากผู้ประกอบการทราบอยู่แล้วว่าข้อมูลที่ยื่นไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่มีสาระสำคัญต่อการพิจารณาถิ่นกำเนิดสินค้า

ผลเมื่อไม่สามารถยืนยันถิ่นกำเนิดสินค้าได้

ประเทศผู้นำเข้าไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ให้ได้ในทุกกรณีว่าผู้ส่งออกมีเจตนาฉ้อฉลหรือปลอมเอกสาร จึงจะปฏิเสธสิทธิพิเศษทางภาษีได้ ในหลายกรณี เพียงผู้ส่งออกหรือผู้ผลิตไม่สามารถแสดงเอกสารและข้อมูลที่เพียงพอเพื่อยืนยันว่ากฎถิ่นกำเนิดได้รับการปฏิบัติครบถ้วน ประเทศผู้นำเข้าก็อาจปฏิเสธสิทธิพิเศษได้แล้ว

ตัวอย่างเช่น หากผู้ส่งออกไม่สามารถแสดงหลักฐานแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ไม่มีบัญชีต้นทุนที่ตรวจสอบได้ ไม่สามารถอธิบายกระบวนการผลิต หรือข้อมูลปริมาณวัตถุดิบไม่สัมพันธ์กับปริมาณสินค้าที่ส่งออก ศุลกากรประเทศผู้นำเข้าอาจสรุปว่าไม่สามารถยืนยันถิ่นกำเนิดของสินค้าได้

ผลทางกฎหมายในประเทศผู้นำเข้าอาจรวมถึงการปฏิเสธอัตราอากรพิเศษ การเรียกเก็บส่วนต่างอากรย้อนหลัง การเรียกเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม การยึดหลักประกัน หรือการดำเนินคดีกับผู้นำเข้าตามกฎหมายของประเทศนั้น

ในกรณีที่การแสดงถิ่นกำเนิดสินค้าไม่ถูกต้องมีความเกี่ยวข้องกับการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด มาตรการตอบโต้การอุดหนุน หรือข้อจำกัดทางการค้า ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าการถูกปฏิเสธสิทธิพิเศษทางภาษีทั่วไป กรมการค้าต่างประเทศได้ระบุถึงกรณีการนำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยแล้วส่งออกต่อโดยใช้ C/O ของไทย เพื่อแสดงต่อศุลกากรประเทศผู้นำเข้าว่าสินค้าได้ถิ่นกำเนิดไทยและหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า ว่าเป็นพฤติการณ์ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย

ผลกระทบมิได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้นำเข้า

เนื่องจากสิทธิพิเศษทางภาษีถูกใช้ในประเทศผู้นำเข้า ผู้ที่ถูกเรียกเก็บอากรและเบี้ยปรับในเบื้องต้นมักเป็นผู้นำเข้า อย่างไรก็ดี ผลกระทบในทางธุรกิจและทางกฎหมายอาจย้อนกลับมายังผู้ส่งออกหรือผู้ผลิตในประเทศไทยได้หลายทาง หากสัญญาซื้อขายกำหนดให้ผู้ส่งออกรับรองว่าสินค้ามีถิ่นกำเนิดไทย หรือรับรองว่าสินค้ามีสิทธิได้รับอัตราอากรพิเศษ การที่ประเทศผู้นำเข้าปฏิเสธ C/O อาจถือเป็นการผิดคำรับรองและการรับประกันตามสัญญา ผู้นำเข้าอาจเรียกร้องให้ผู้ส่งออกชดใช้ค่าอากรย้อนหลัง เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ค่าเก็บรักษาสินค้า ค่าทนายความ หรือความเสียหายทางธุรกิจอื่น

นอกจากนี้ ผู้ส่งออกอาจถูกระงับหรือเพิ่มระดับการตรวจสอบในการขอ C/O ครั้งต่อไป ถูกตรวจโรงงาน ถูกเรียกเอกสารย้อนหลัง หรือถูกดำเนินการตามกฎหมายไทย หากพบว่ามีการยื่นข้อมูลอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อเท็จจริง หรือจัดทำและใช้เอกสารที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง

ในกรณีร้ายแรง การกระทำดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน การแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ การปลอมเอกสาร การใช้เอกสารปลอม หรือความผิดตามกฎหมายศุลกากร ทั้งนี้ ต้องพิจารณาลักษณะของเอกสาร การกระทำ และเจตนาของผู้เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี

การได้รับ C/O อาจใช้ประกอบการพิจารณาความสุจริต แต่ไม่ลบล้างความรับผิด

การที่หน่วยงานของรัฐได้ออก C/O ให้แล้ว อาจมีน้ำหนักประกอบการพิจารณาว่าผู้ประกอบการได้ดำเนินการตามกระบวนการปกติหรือมีเหตุให้เชื่อโดยสุจริตว่าสินค้ามีคุณสมบัติด้านถิ่นกำเนิด โดยเฉพาะในกรณีที่ปัญหาเกิดจากการตีความกฎถิ่นกำเนิดหรือพิกัดศุลกากรที่ซับซ้อน และผู้ประกอบการได้เปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน

อย่างไรก็ดี น้ำหนักของข้อเท็จจริงดังกล่าวจะลดลงอย่างมาก หากปรากฏว่าผู้ประกอบการมิได้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ใช้เอกสารที่จัดทำย้อนหลัง ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรงงานหรือกระบวนการผลิตที่ไม่เป็นจริง หรือทราบว่ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับวัตถุดิบแต่ยังคงยื่นคำขอโดยไม่ตรวจสอบ

จึงอาจกล่าวได้ว่า การได้รับ C/O สามารถเป็นพยานหลักฐานชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินงานและความเชื่อโดยสุจริตของผู้ประกอบการ แต่ไม่ใช่ “เกราะคุ้มกันความรับผิด” และไม่อาจใช้แทนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการผลิตที่แท้จริงได้

ข้อสรุปในทางปฏิบัติ

ผู้ประกอบการไม่ควรหยุดกระบวนการตรวจสอบภายในทันทีเมื่อได้รับ C/O แต่ควรจัดเก็บเอกสารและข้อมูลที่ใช้สนับสนุนถิ่นกำเนิดสินค้าไว้อย่างครบถ้วนตลอดระยะเวลาที่อาจมีการตรวจสอบย้อนหลัง

ในทางปฏิบัติ บริษัทควรสามารถตอบคำถามสำคัญได้อย่างชัดเจนว่า สินค้าผลิตที่ใด ใช้วัตถุดิบจากประเทศใด ผ่านกระบวนการผลิตใด พิกัดศุลกากรของวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปคืออะไร คำนวณมูลค่าถิ่นกำเนิดอย่างไร และเอกสารใดสามารถใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงแต่ละประการได้

สาระสำคัญจึงมิได้อยู่ที่การมี C/O อยู่ในมือเท่านั้น แต่อยู่ที่ผู้ประกอบการสามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่า ข้อมูลทุกประการซึ่งเป็นฐานในการออก C/O นั้นถูกต้อง สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และตรวจสอบย้อนกลับได้ หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ การได้รับ C/O ในขั้นต้นก็อาจไม่เพียงพอที่จะรักษาสิทธิพิเศษทางภาษีหรือป้องกันความรับผิดทางกฎหมายในภายหลัง

1.5 สัญชาติของบริษัทมิใช่ถิ่นกำเนิดของสินค้า

การที่บริษัทผู้ส่งออกเป็นนิติบุคคลสัญชาติไทย มีผู้ถือหุ้นไทย มีโรงงานหรือสำนักงานตั้งอยู่ในประเทศไทย หรือมีการออกใบกำกับสินค้าในประเทศไทย มิได้ทำให้สินค้าทุกชนิดที่บริษัทนั้นส่งออกมีถิ่นกำเนิดไทยโดยอัตโนมัติ

ถิ่นกำเนิดของสินค้าต้องพิจารณาจากตัวสินค้าและกระบวนการผลิต มิใช่จากสัญชาติของผู้ขายหรือผู้ส่งออก

ตัวอย่างเช่น บริษัทไทยซื้อสินค้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศ แล้วนำเข้ามาเก็บไว้ในคลังสินค้าในประเทศไทย ก่อนขายและส่งออกต่อไปยังต่างประเทศ แม้ใบกำกับสินค้าและเอกสารการส่งออกจะออกในนามบริษัทไทย สินค้าดังกล่าวยังคงมีถิ่นกำเนิดจากประเทศที่ผลิตสินค้า เว้นแต่จะผ่านกระบวนการแปรสภาพในประเทศไทยตามเกณฑ์ที่เพียงพอ

ในทางกลับกัน บริษัทต่างชาติที่ประกอบกิจการผลิตในประเทศไทยอาจผลิตสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดไทยได้ หากกระบวนการผลิตและวัตถุดิบเป็นไปตามกฎถิ่นกำเนิดที่เกี่ยวข้อง สัญชาติของผู้ถือหุ้นหรือบริษัทจึงมิใช่ปัจจัยชี้ขาด

1.6 การซื้อสินค้าจากผู้ขายในประเทศไทยมิใช่ข้อยืนยันถิ่นกำเนิดไทย

การซื้อสินค้าจากผู้ขายหรือผู้จัดจำหน่ายที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยไม่ได้หมายความว่าสินค้าที่ซื้อมีถิ่นกำเนิดไทย ผู้ขายในประเทศไทยอาจเป็นเพียงผู้นำเข้า ตัวแทนจำหน่าย หรือผู้ค้าส่งสินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศ

ผู้ส่งออกที่ประสงค์จะขอ C/O จึงไม่ควรพิจารณาเพียงที่อยู่ของผู้ขายในใบกำกับสินค้า แต่ควรตรวจสอบแหล่งกำเนิดของวัตถุดิบและสินค้าอย่างแท้จริง

เอกสารที่อาจต้องใช้ประกอบการตรวจสอบ ได้แก่ ใบขนสินค้าขาเข้า หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดของวัตถุดิบ ใบกำกับสินค้าจากต่างประเทศ เอกสารการผลิต และคำรับรองจากผู้ผลิต

อย่างไรก็ดี การมีหนังสือรับรองจากผู้ขายเพียงฉบับเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีเอกสารต้นทางที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยเฉพาะในกรณีที่สินค้ามีความเสี่ยงสูงหรือประเทศผู้นำเข้าร้องขอให้มีการตรวจสอบย้อนหลัง

1.7 การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์หรือฉลากโดยทั่วไปไม่ทำให้สินค้าได้ถิ่นกำเนิดไทย

การนำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาดำเนินการบางอย่างในประเทศไทย มิได้ทำให้สินค้านั้นได้ถิ่นกำเนิดไทยโดยอัตโนมัติ การพิจารณาว่าสินค้าจะเปลี่ยนถิ่นกำเนิดหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีสาระสำคัญเพียงพอที่จะทำให้สินค้าถือว่าได้รับการผลิตหรือแปรสภาพอย่างแท้จริงตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าของความตกลงที่เกี่ยวข้องหรือไม่

ภายใต้กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าของความตกลงการค้าเสรีหลายฉบับ มักมีการกำหนดรายการกระบวนการที่เรียกว่า “กระบวนการที่ไม่เพียงพอ” “การดำเนินการเพียงเล็กน้อย” หรือ Minimal Operations and Processes ซึ่งหมายถึงการดำเนินการที่มีลักษณะง่าย ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสินค้า และไม่สะท้อนถึงการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มอย่างแท้จริงในประเทศที่ดำเนินการนั้น กระบวนการดังกล่าวจึงไม่เพียงพอที่จะทำให้สินค้าจากต่างประเทศกลายเป็นสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดไทย แม้กระบวนการทั้งหมดจะดำเนินการโดยบริษัทไทย ใช้แรงงานไทย หรือเกิดขึ้นภายในโรงงานหรือคลังสินค้าที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยก็ตาม

การพิจารณาในเรื่องนี้มุ่งพิจารณาที่ลักษณะและสาระของกระบวนการที่กระทำต่อตัวสินค้า มิใช่พิจารณาเพียงสถานที่ดำเนินการ สัญชาติของผู้ประกอบการ หรือมูลค่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ตัวอย่างของกระบวนการที่อาจไม่เพียงพอ

กระบวนการที่โดยทั่วไปอาจถือเป็นการดำเนินการเพียงเล็กน้อย ได้แก่ การแบ่งบรรจุสินค้าจากภาชนะขนาดใหญ่เป็นภาชนะขนาดเล็ก การเปลี่ยนกล่องหรือบรรจุภัณฑ์ การติดหรือเปลี่ยนฉลาก การติดชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า หรือบาร์โค้ด การห่อหรือบรรจุสินค้าเพื่อการขายปลีก การคัดเลือกหรือคัดแยกตามขนาด สี หรือคุณภาพ การทำความสะอาด การกำจัดฝุ่น การรีด การอบแห้งอย่างง่าย การจัดเรียงสินค้า การรวมสินค้าเป็นชุด ตลอดจนการประกอบชิ้นส่วนอย่างง่ายที่ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสินค้า

นอกจากนี้ การดำเนินการเพื่อรักษาสภาพสินค้าให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมระหว่างการขนส่งหรือการเก็บรักษา เช่น การระบายอากาศ การทำให้เย็น การแช่แข็ง การเติมสารรักษาสภาพ การเปลี่ยนภาชนะที่ชำรุด หรือการดำเนินการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าเสียหาย โดยทั่วไปก็มิใช่กระบวนการที่ทำให้สินค้าได้ถิ่นกำเนิดใหม่

อย่างไรก็ดี รายการและขอบเขตของกระบวนการที่ถือว่าไม่เพียงพออาจแตกต่างกันตามความตกลงการค้าเสรีแต่ละฉบับ ผู้ประกอบการจึงต้องตรวจสอบบทบัญญัติของความตกลงและกฎเฉพาะรายสินค้าที่ประสงค์จะใช้สิทธิ มิควรอาศัยหลักเกณฑ์จากความตกลงฉบับหนึ่งไปใช้กับอีกความตกลงหนึ่งโดยไม่ได้ตรวจสอบการเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกไม่เท่ากับการเปลี่ยนถิ่นกำเนิดสินค้า

เหตุผลสำคัญที่การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์หรือฉลากไม่ทำให้สินค้าได้ถิ่นกำเนิดใหม่ คือ การดำเนินการดังกล่าวโดยทั่วไปมิได้เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ องค์ประกอบ หน้าที่ หรือสาระสำคัญของสินค้า ตัวสินค้าก่อนและหลังดำเนินการยังคงเป็นสินค้าชนิดเดิม และยังคงมีคุณลักษณะพื้นฐานเช่นเดียวกับขณะที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

ตัวอย่างเช่น หากบริษัทนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศ แล้วนำมาเปลี่ยนกล่อง เพิ่มคู่มือภาษาไทย ติดสติกเกอร์ชื่อบริษัทไทย และบรรจุอุปกรณ์เสริมเข้าไปในกล่องก่อนส่งออก เครื่องใช้ไฟฟ้าดังกล่าวโดยทั่วไปยังคงมีถิ่นกำเนิดจากประเทศที่ผลิตสินค้า เนื่องจากไม่มีการผลิตหรือแปรสภาพตัวสินค้าที่มีนัยสำคัญเกิดขึ้นในประเทศไทย

ในทำนองเดียวกัน หากนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศแล้วนำมาติดป้ายยี่ห้อใหม่ รีด พับ และบรรจุลงในถุงหรือกล่องที่จัดทำในประเทศไทย การดำเนินการดังกล่าวโดยลำพังโดยทั่วไปไม่ทำให้เสื้อผ้านั้นได้ถิ่นกำเนิดไทย

กรณีนำเข้าสินค้าจำนวนมากมาแบ่งบรรจุในประเทศไทยก็ต้องใช้หลักการเดียวกัน เช่น การนำเข้าสารเคมี อาหาร เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปในภาชนะขนาดใหญ่ แล้วแบ่งบรรจุลงในภาชนะสำหรับจำหน่ายปลีก หากไม่มีการผลิต ผสม หรือแปรสภาพในระดับที่กฎเฉพาะรายสินค้ากำหนด การแบ่งบรรจุเพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอที่จะทำให้สินค้าเปลี่ยนถิ่นกำเนิดการเพิ่มมูลค่าในประเทศไทยมิใช่ข้อยุติเสมอไป

แม้การบรรจุใหม่ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การติดฉลาก หรือการทำการตลาดในประเทศไทยอาจก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายและเพิ่มมูลค่าทางการค้าให้แก่สินค้า แต่การเพิ่มมูลค่าในลักษณะดังกล่าวมิได้หมายความว่าสินค้าจะได้ถิ่นกำเนิดไทยเสมอไป มูลค่าของการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่งภายในประเทศ ค่าจัดเก็บสินค้า ค่าการตลาด ค่าโฆษณา และกำไรของผู้ส่งออก อาจมีความสำคัญในทางธุรกิจ แต่ไม่ได้เป็นกระบวนการผลิตที่เปลี่ยนแปลงตัวสินค้าโดยตรง การพิจารณาถิ่นกำเนิดสินค้าจึงต้องเป็นไปตามสูตรและองค์ประกอบที่ความตกลงกำหนด ไม่อาจนำค่าใช้จ่ายทุกประเภทที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมารวมเพื่ออ้างว่าสินค้ามีมูลค่าถิ่นกำเนิดไทยในสัดส่วนที่เพียงพอได้โดยอัตโนมัติ

แม้ในกรณีที่ความตกลงใช้เกณฑ์สัดส่วนมูลค่าในภูมิภาค หรือ Regional Value Content ผู้ประกอบการยังต้องตรวจสอบว่าองค์ประกอบต้นทุนใดสามารถนำมาคำนวณได้ และกระบวนการที่ดำเนินการอยู่ต้องไม่เป็นเพียงกระบวนการขั้นต่ำที่ความตกลงกำหนดว่าไม่เพียงพอ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้สินค้าจะมีค่าใช้จ่ายบางส่วนเกิดขึ้นในประเทศไทย หรือผ่านเกณฑ์ตัวเลขบางประการ ก็อาจยังไม่ได้ถิ่นกำเนิดไทย หากกระบวนการที่เกิดขึ้นมีลักษณะเป็นเพียงการดำเนินการขั้นต่ำซึ่งถูกตัดออกจากการพิจารณาตามความตกลงนั้น

การประกอบอย่างง่ายกับการผลิตที่มีสาระสำคัญ

การประกอบสินค้าเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง เนื่องจากการประกอบบางประเภทอาจเป็นกระบวนการผลิตที่เพียงพอ แต่การประกอบบางประเภทอาจถือเป็นเพียง “การประกอบอย่างง่าย” ซึ่งไม่ทำให้สินค้าได้ถิ่นกำเนิด

หากมีการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปหรือชิ้นส่วนที่เกือบสมบูรณ์จากต่างประเทศ แล้วดำเนินการเพียงยึด ขัน ต่อ เสียบ หรือบรรจุชิ้นส่วนเข้าด้วยกันโดยไม่ต้องอาศัยกระบวนการผลิต ความชำนาญ เครื่องจักร หรือเทคโนโลยีที่มีสาระสำคัญ กระบวนการดังกล่าวอาจถูกพิจารณาว่าเป็นการประกอบอย่างง่าย

ในทางกลับกัน หากการประกอบในประเทศไทยประกอบด้วยหลายขั้นตอน ใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจำนวนมาก ต้องอาศัยเครื่องจักรเฉพาะ การควบคุมคุณภาพ วิศวกรรม และกระบวนการผลิตที่ทำให้เกิดสินค้าใหม่ที่มีลักษณะ หน้าที่ หรือพิกัดศุลกากรแตกต่างจากชิ้นส่วนที่นำเข้า กระบวนการนั้นอาจมีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้สินค้าได้ถิ่นกำเนิดไทย ทั้งนี้ ยังคงต้องตรวจสอบกฎเฉพาะรายสินค้าและเงื่อนไขของความตกลงที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น การใช้คำว่า “ประกอบในประเทศไทย” หรือ “Assembled in Thailand” มิได้หมายความว่าสินค้าจะมีถิ่นกำเนิดไทยเสมอไป ต้องตรวจสอบว่าการประกอบนั้นมีลักษณะและความซับซ้อนเพียงใด และทำให้สินค้าผ่านเกณฑ์ถิ่นกำเนิดที่กำหนดหรือไม่

การติดข้อความ “Made in Thailand” ไม่ทำให้สินค้าได้ถิ่นกำเนิดไทย

การติดข้อความ “Made in Thailand” “Product of Thailand” “Manufactured in Thailand” หรือข้อความอื่นในทำนองเดียวกันบนสินค้า ฉลาก หรือบรรจุภัณฑ์ เป็นเพียงการแสดงข้อความเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดสินค้า มิใช่กระบวนการที่ทำให้สินค้านั้นได้ถิ่นกำเนิดไทย

ถ้าสินค้าไม่มีคุณสมบัติตามกฎถิ่นกำเนิด การติดข้อความดังกล่าวไม่สามารถเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายของสินค้าได้ ในทางกลับกัน การแสดงข้อความว่าเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยโดยไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ อาจทำให้ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เนื่องจากข้อความดังกล่าวอาจถูกพิจารณาเป็นพยานหลักฐานว่าบริษัทได้แสดงถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างชัดแจ้ง

การใช้ข้อความแสดงถิ่นกำเนิดที่ไม่ถูกต้องอาจมีผลในหลายมิติ ได้แก่ การถูกปฏิเสธสิทธิพิเศษทางภาษี การถูกเรียกเก็บอากรย้อนหลัง การถูกตรวจสอบว่ามีการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า การผิดคำรับรองตามสัญญาซื้อขาย ตลอดจนความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยการแสดงฉลาก การคุ้มครองผู้บริโภค การโฆษณา หรือกฎหมายศุลกากรของประเทศผู้นำเข้า

ในบางประเทศ การแสดงประเทศต้นกำเนิดสินค้าบนฉลากเป็นข้อบังคับเฉพาะ และมีหลักเกณฑ์ที่อาจแตกต่างจากกฎถิ่นกำเนิดที่ใช้เพื่อขอสิทธิพิเศษทางภาษี ผู้ประกอบการจึงต้องตรวจสอบทั้งกฎถิ่นกำเนิดภายใต้ความตกลงการค้าเสรี และกฎหมายว่าด้วยการแสดงแหล่งกำเนิดสินค้าของประเทศปลายทางแยกจากกัน

การที่สินค้าได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีภายใต้ความตกลงฉบับหนึ่ง มิได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าจะสามารถติดข้อความ “Made in Thailand” ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศผู้นำเข้า เนื่องจากวัตถุประสงค์และหลักเกณฑ์ของกฎหมายทั้งสองระบบอาจแตกต่างกัน ความเสี่ยงจากการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นสินค้าไทย

แม้ผู้ประกอบการจะไม่ได้ติดข้อความ “Made in Thailand” โดยตรง แต่การออกแบบฉลากหรือบรรจุภัณฑ์ในลักษณะที่อาจทำให้ผู้ซื้อหรือเจ้าหน้าที่เข้าใจว่าสินค้ามีถิ่นกำเนิดไทย ก็อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงได้เช่นกัน

ตัวอย่างเช่น การใช้ธงชาติไทย แผนที่ประเทศไทย ตราสัญลักษณ์ที่สื่อถึงประเทศไทย คำว่า “Thai Product” หรือข้อความภาษาไทยควบคู่กับการไม่แสดงประเทศต้นกำเนิดที่แท้จริง อาจถูกพิจารณาว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ทั้งนี้ ต้องพิจารณาภาพรวมของฉลาก บรรจุภัณฑ์ การโฆษณา และข้อกำหนดของประเทศที่จำหน่ายสินค้า

การมีชื่อและที่อยู่ของบริษัทไทยบนบรรจุภัณฑ์อาจเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อแสดงข้อมูลของผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย หรือผู้รับผิดชอบสินค้า แต่ควรระบุสถานะของบริษัทให้ชัดเจน เช่น “Imported by” “Distributed by” หรือ “Packed by” และแยกจากข้อความที่ระบุประเทศผู้ผลิตหรือประเทศต้นกำเนิด เพื่อมิให้ผู้บริโภคหรือหน่วยงานรัฐเข้าใจผิดว่าบริษัทไทยเป็นผู้ผลิตสินค้านั้น

การแยกความหมายระหว่างประเทศผู้ผลิต ประเทศผู้บรรจุ และประเทศผู้ส่งออก

ผู้ประกอบการควรแยกสถานะที่เกี่ยวข้องกับสินค้าออกจากกันอย่างชัดเจน ได้แก่ ประเทศที่ผลิตสินค้า ประเทศที่บรรจุหรือแบ่งบรรจุสินค้า ประเทศที่ส่งออกสินค้า และประเทศที่เป็นถิ่นกำเนิดตามกฎหมาย

ประเทศเหล่านี้อาจเป็นประเทศเดียวกันหรืออาจแตกต่างกันก็ได้ ตัวอย่างเช่น สินค้าอาจผลิตในประเทศจีน นำมาแบ่งบรรจุในประเทศไทย และส่งออกจากประเทศไทยไปยังประเทศญี่ปุ่น ในกรณีนี้ ประเทศผู้ผลิตและประเทศถิ่นกำเนิดอาจยังเป็นประเทศจีน ประเทศผู้บรรจุและประเทศผู้ส่งออกคือประเทศไทย ส่วนประเทศผู้นำเข้าคือประเทศญี่ปุ่น

การออกใบกำกับสินค้า ใบขนสินค้าขาออก หรือใบตราส่งสินค้าในประเทศไทยแสดงเพียงว่าการส่งออกดำเนินการจากประเทศไทย มิได้เป็นหลักฐานโดยตัวเองว่าสินค้ามีถิ่นกำเนิดไทย

ในทำนองเดียวกัน ข้อความ “Packed in Thailand” หรือ “Repacked in Thailand” โดยหลักมีความหมายว่ามีการบรรจุหรือบรรจุใหม่ในประเทศไทย มิใช่การรับรองว่าสินค้าผลิตหรือมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย อย่างไรก็ดี การใช้ข้อความดังกล่าวยังต้องเป็นความจริงและไม่ทำให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดเมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลอื่นบนฉลาก

ผลของการรวมหลายกระบวนการขั้นต่ำเข้าด้วยกัน

ผู้ประกอบการไม่ควรเข้าใจว่าการดำเนินการขั้นต่ำหลายอย่างรวมกันจะทำให้กระบวนการนั้นกลายเป็นการผลิตที่เพียงพอเสมอไป ตัวอย่างเช่น การนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปเข้ามาทำความสะอาด คัดแยก เปลี่ยนฉลาก บรรจุใหม่ และจัดชุดก่อนส่งออก แม้จะมีหลายขั้นตอน แต่หากแต่ละขั้นตอนและภาพรวมของกระบวนการยังไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสินค้า กระบวนการทั้งหมดก็อาจยังถือว่าไม่เพียงพอที่จะทำให้สินค้าได้ถิ่นกำเนิดไทย

การพิจารณาจึงมิได้ใช้วิธีนับจำนวนขั้นตอน แต่ต้องพิจารณาคุณภาพและสาระของกระบวนการโดยรวม ว่าก่อให้เกิดสินค้าใหม่หรือทำให้เกิดการแปรสภาพที่มีนัยสำคัญตามหลักเกณฑ์ของความตกลงหรือไม่

ในทางกลับกัน กระบวนการที่ดูเหมือนมีขั้นตอนไม่มากอาจเพียงพอได้ หากเป็นกระบวนการเฉพาะที่กฎถิ่นกำเนิดกำหนดไว้โดยตรง หรือทำให้สินค้าเปลี่ยนพิกัดศุลกากรและมีคุณสมบัติตามกฎเฉพาะรายสินค้า

การประเมินต้องกระทำก่อนการผลิตและการส่งออก

ผู้ประกอบการควรตรวจสอบสถานะถิ่นกำเนิดของสินค้าก่อนติดฉลาก ก่อนออกเอกสารการค้า และก่อนยื่นคำขอ C/O มิควรรอให้สินค้าผลิตหรือส่งออกแล้วจึงพยายามจัดทำเอกสารเพื่อสนับสนุนถิ่นกำเนิดย้อนหลัง

การตรวจสอบควรครอบคลุมพิกัดศุลกากรของสินค้าและวัตถุดิบ แหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย กฎเฉพาะรายสินค้า รายการกระบวนการที่ไม่เพียงพอ และหลักเกณฑ์การแสดงประเทศต้นกำเนิดของประเทศปลายทาง

หากมีข้อสงสัยว่ากระบวนการบรรจุ ประกอบ หรือแปรรูปที่ดำเนินการอยู่เพียงพอหรือไม่ ผู้ประกอบการควรขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหรือหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนแสดงสินค้าว่ามีถิ่นกำเนิดไทย โดยเฉพาะกรณีสินค้ามีมูลค่าสูง มีปริมาณส่งออกมาก หรืออยู่ในกลุ่มสินค้าที่ประเทศคู่ค้าจับตามองเรื่องการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า

1.8 หน้าที่ของผู้ประกอบการในการพิสูจน์ถิ่นกำเนิดสินค้า

ผู้ประกอบการที่ขอออก C/O หรือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองมีหน้าที่ต้องตรวจสอบและเก็บรักษาหลักฐานที่เพียงพอ เพื่อพิสูจน์ว่าสินค้ามีคุณสมบัติตามกฎถิ่นกำเนิด

เอกสารที่เกี่ยวข้องอาจประกอบด้วยบัญชีรายการวัตถุดิบ สูตรการผลิต แผนผังกระบวนการผลิต พิกัดศุลกากรของวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป เอกสารนำเข้าวัตถุดิบ ใบกำกับสินค้าจากผู้ขาย บัญชีต้นทุน การคำนวณสัดส่วนมูลค่าในภูมิภาค รายงานการผลิต และเอกสารคลังสินค้า

หน้าที่ดังกล่าวมีลักษณะต่อเนื่อง มิได้สิ้นสุดลงเมื่อ C/O ถูกออก เนื่องจากผู้ประกอบการอาจต้องนำเอกสารมาแสดงในระหว่างการตรวจสอบย้อนหลัง

หากผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ แม้จะไม่มีการพิสูจน์อย่างชัดเจนว่ามีการปลอมแปลงหรือแจ้งข้อมูลเท็จ ประเทศผู้นำเข้าก็อาจปฏิเสธสิทธิพิเศษทางภาษีได้ เนื่องจากไม่สามารถยืนยันได้ว่าสินค้ามีคุณสมบัติตามกฎถิ่นกำเนิด

1.9 ความสำคัญของ C/O ในฐานะระบบบริหารความเสี่ยงขององค์กร

การจัดทำและขอออก C/O ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงงานเอกสารของฝ่ายส่งออกหรือฝ่ายโลจิสติกส์ แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายขององค์กร

ข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์ถิ่นกำเนิดสินค้าเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานภายในบริษัท เช่น ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายผลิต ฝ่ายบัญชีต้นทุน ฝ่ายคลังสินค้า ฝ่ายศุลกากร ฝ่ายการค้าระหว่างประเทศ และฝ่ายกฎหมาย หากไม่มีระบบประสานงานที่เหมาะสม ข้อมูลที่ยื่นขอ C/O อาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

ตัวอย่างเช่น ฝ่ายผลิตอาจเปลี่ยนสูตรหรือวัตถุดิบโดยไม่ได้แจ้งฝ่ายส่งออก ฝ่ายจัดซื้ออาจเปลี่ยนผู้ขายจากผู้ผลิตในประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ หรือฝ่ายบัญชีอาจคำนวณต้นทุนโดยใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นปัจจุบัน เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้สินค้าที่เคยผ่านเกณฑ์ถิ่นกำเนิดไม่ผ่านเกณฑ์อีกต่อไป

บริษัทจึงควรมีนโยบายและขั้นตอนการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างเป็นระบบ รวมถึงกำหนดอำนาจอนุมัติ การตรวจสอบเอกสาร การควบคุมการเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบ และการเก็บรักษาหลักฐาน เพื่อให้สามารถยืนยันความถูกต้องของ C/O ได้ตลอดระยะเวลาที่อาจมีการตรวจสอบย้อนหลัง

โดยสรุป หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นเอกสารที่มีผลสำคัญทั้งในด้านภาษีศุลกากร การใช้มาตรการทางการค้า การปฏิบัติตามสัญญา และความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ดี การมี C/O มิได้ทำให้สินค้ากลายเป็นสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดไทยโดยสภาพ หากข้อเท็จจริงด้านวัตถุดิบและกระบวนการผลิตไม่เป็นไปตามกฎที่กำหนด ผู้ประกอบการจึงต้องให้ความสำคัญกับสาระและหลักฐานที่รองรับถิ่นกำเนิดสินค้า มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงการจัดทำหรือการได้รับเอกสาร C/O เท่านั้น

2. กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า

การพิจารณาว่าสินค้าได้ถิ่นกำเนิดไทยหรือไม่ ต้องอาศัยกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า หรือ Rules of Origin ตามความตกลงที่เกี่ยวข้อง ไม่อาจพิจารณาจากสถานที่ส่งออกหรือสัญชาติของผู้ส่งออกเพียงอย่างเดียว

หลักเกณฑ์ที่ใช้โดยทั่วไปอาจประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

2.1 สินค้าที่ได้มาทั้งหมดในประเทศ

สินค้าบางประเภทอาจถือว่ามีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยเนื่องจากได้มาหรือผลิตขึ้นทั้งหมดในประเทศไทย เช่น พืชผลที่เก็บเกี่ยวในประเทศไทย สัตว์ที่เกิดและเลี้ยงในประเทศไทย แร่หรือทรัพยากรที่สกัดได้ในประเทศไทย และสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบดังกล่าวโดยตรง

2.2 การเปลี่ยนแปลงพิกัดศุลกากร

สินค้าที่ใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศอาจได้ถิ่นกำเนิดไทย หากกระบวนการผลิตในประเทศไทยทำให้พิกัดศุลกากรของสินค้าสำเร็จรูปเปลี่ยนแปลงไปจากพิกัดของวัตถุดิบตามระดับที่ความตกลงกำหนด เช่น การเปลี่ยนตอน การเปลี่ยนประเภท หรือการเปลี่ยนประเภทย่อยของพิกัดศุลกากร

2.3 สัดส่วนมูลค่าการผลิตในภูมิภาค

ความตกลงบางฉบับกำหนดให้สินค้าต้องมีสัดส่วนมูลค่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทยหรือในภูมิภาคตามอัตราขั้นต่ำ หรือที่เรียกว่า Regional Value Content หรือ RVC การคำนวณต้องเป็นไปตามสูตรและองค์ประกอบต้นทุนที่ความตกลงกำหนด

2.4 กระบวนการผลิตเฉพาะ

สินค้าบางชนิดต้องผ่านกระบวนการผลิตเฉพาะ เช่น ปฏิกิริยาเคมี การหลอม การปั่นเส้นใย การทอ หรือกระบวนการอื่นตาม Product Specific Rules จึงจะได้ถิ่นกำเนิด

2.5 กระบวนการที่ไม่เพียงพอ

การดำเนินการเพียงเล็กน้อยโดยทั่วไปมักไม่เพียงพอที่จะทำให้สินค้าได้ถิ่นกำเนิด เช่น การคัดแยก การบรรจุใหม่ การเปลี่ยนฉลาก การแบ่งบรรจุ การทำความสะอาด การประกอบอย่างง่าย หรือการดำเนินการเพื่อรักษาสภาพสินค้าในระหว่างการขนส่ง

ดังนั้น การนำสินค้าสำเร็จรูปจากประเทศหนึ่งเข้ามาเก็บไว้ในคลังสินค้าไทย แล้วเปลี่ยนกล่อง ติดเครื่องหมายการค้าใหม่ หรือออกใบกำกับสินค้าโดยบริษัทไทย ก่อนส่งออกไปยังประเทศปลายทาง ย่อมไม่เพียงพอที่จะถือว่าสินค้านั้นมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย เว้นแต่กฎของความตกลงที่เกี่ยวข้องจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

3. ลักษณะของการสวมสิทธิ C/O

การสวมสิทธิ C/O สามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ และไม่จำเป็นต้องมีการปลอมตัวหนังสือรับรองโดยตรงเสมอไป ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่ การนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปจากประเทศที่สาม แล้วส่งออกต่อโดยอ้างว่าเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย ทั้งที่ไม่มีการแปรสภาพอย่างเพียงพอ การนำสินค้าเข้ามาเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ เปลี่ยนฉลาก หรือติดข้อความ “Made in Thailand” โดยไม่มีฐานข้อเท็จจริงรองรับ การแจ้งข้อมูลวัตถุดิบ ต้นทุน กระบวนการผลิต ปริมาณการผลิต หรือแหล่งซื้อวัตถุดิบที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้า การจัดทำสูตรการผลิตหรือบัญชีต้นทุนย้อนหลังเพื่อสนับสนุนคำขอ C/O โดยไม่มีการผลิตจริงตามเอกสาร การใช้ใบกำกับสินค้า ใบสั่งซื้อ ใบรับสินค้า หรือใบขนสินค้าที่มีข้อมูลไม่ตรงกับธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง การใช้โรงงานของบุคคลอื่นเป็นสถานที่อ้างอิง ทั้งที่โรงงานดังกล่าวมิได้ผลิตสินค้าตามที่ยื่นขอรับรอง การขอออก C/O โดยใช้ชื่อบริษัทผู้ส่งออกรายหนึ่งให้แก่สินค้าของบุคคลอื่น โดยไม่มีเอกสารแสดงความเชื่อมโยงของธุรกรรมและกระบวนการผลิตอย่างถูกต้อง การแก้ไข ปลอมแปลง หรือใช้ C/O ที่ออกให้แก่สินค้า ผู้ส่งออก ปริมาณ หรือการขนส่งรายการอื่น การแยกใบกำกับสินค้า การเปลี่ยนรายละเอียดสินค้า หรือการเปลี่ยนรหัสพิกัดศุลกากรเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ การส่งสินค้าผ่านประเทศไทยในลักษณะ transshipment แล้วแสดงต่อประเทศปลายทางว่าสินค้ามีถิ่นกำเนิดไทย

กรมการค้าต่างประเทศใช้มาตรการตรวจสอบสินค้ากลุ่มเสี่ยงและกำหนดให้ผู้ส่งออกบางกลุ่มต้องแสดงหลักฐานเกี่ยวกับโรงงาน วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตก่อนยื่นขอ Form C/O ทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทย

4. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสวมสิทธิ C/O

4.1 กฎหมายและประกาศเกี่ยวกับการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า

การออก C/O อยู่ภายใต้ประกาศกระทรวงพาณิชย์ ประกาศกรมการค้าต่างประเทศ และหลักเกณฑ์ตามความ    ตกลงการค้าแต่ละฉบับ ผู้ยื่นคำขอต้องรับรองว่าข้อมูลและเอกสารที่ยื่นเป็นความจริง และต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าสินค้ามีคุณสมบัติด้านถิ่นกำเนิดตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

หากเจ้าหน้าที่มีข้อสงสัย ผู้ประกอบการอาจถูกกำหนดให้พิสูจน์และแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับแหล่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ต้นทุน ปริมาณการผลิต เครื่องจักร บุคลากร ตลอดจนเอกสารการซื้อขายและการขนส่ง จนเป็นที่พอใจว่าสินค้านั้นได้ถิ่นกำเนิดไทยจริง

กรมการค้าต่างประเทศยังมีประกาศว่าด้วยมาตรการและแนวปฏิบัติในการพิจารณาออก C/O แก่ผู้ประกอบการหรือผู้ส่งออกที่ก่อหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถนำมาใช้จำกัด ระงับ หรือเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาคำขอของผู้ประกอบการที่มีความเสี่ยงได้

ผลในทางปกครองที่อาจเกิดขึ้นจึงรวมถึงการไม่ออก C/O การระงับการพิจารณาคำขอ การเรียกเอกสารเพิ่มเติม การตรวจโรงงาน การเพิกถอนหรือยกเลิกเอกสารที่ออกไปแล้ว ตลอดจนการกำหนดมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดสำหรับการยื่นคำขอครั้งต่อไป ทั้งนี้ ต้องพิจารณาตามประกาศและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

4.2 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560

กฎหมายศุลกากรอาจเกี่ยวข้องทั้งในประเทศไทยและประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะกรณีที่มีการสำแดงข้อมูลอันเป็นเท็จในใบขนสินค้า เอกสารประกอบพิธีการ หรือเอกสารที่ยื่นต่อพนักงานศุลกากร

การยื่นข้อมูลหรือเอกสารอันเป็นเท็จ

มาตรา 202 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 อาจนำมาพิจารณาในกรณีที่บุคคลใดยื่น จัดให้ หรือยอมให้มีการยื่นข้อมูล เอกสาร หรือคำสำแดงที่เป็นเท็จ ไม่บริบูรณ์ หรืออาจทำให้พนักงานศุลกากรเข้าใจผิดในสาระสำคัญ

หาก C/O ใบกำกับสินค้า บัญชีราคาสินค้า ใบขนสินค้า หรือเอกสารแสดงแหล่งกำเนิดสินค้ามีข้อมูลอันเป็นเท็จ และถูกนำไปใช้ประกอบพิธีการศุลกากร ผู้เกี่ยวข้องอาจมีความเสี่ยงตามมาตรานี้ โดยกรมศุลกากรเคยอธิบายกรณีสำแดงชนิดสินค้าไม่ตรงกับความเป็นจริงว่าอาจเกี่ยวข้องกับมาตรา 202 ควบคู่กับมาตรา 243

ความผิดฐานหลีกเลี่ยงอากรหรือข้อห้ามข้อจำกัด

มาตรา 243 อาจใช้บังคับเมื่อมีการนำเข้าหรือส่งออกสินค้าโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียอากร หรือหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดตามกฎหมาย

ในกรณีการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า ประเด็นนี้อาจเกิดขึ้นได้ เช่น เมื่อมีการสำแดงถิ่นกำเนิดสินค้าไม่ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด อากรตอบโต้การอุดหนุน มาตรการปกป้อง หรือข้อจำกัดด้านการค้าซึ่งผูกกับประเทศต้นกำเนิดสินค้า

มาตรา 243 มีโทษทางอาญาในระดับสูง โดยอาจรวมถึงโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับตามสัดส่วนของอากรที่หลีกเลี่ยง หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริง เจตนา ประเภทของอากร และบทกฎหมายที่ใช้ในขณะเกิดเหตุเป็นรายกรณี กรมศุลกากรจัดให้มาตรา 243 เป็นฐานความผิดสำคัญเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงอากร

อย่างไรก็ดี หาก C/O ถูกนำไปใช้เพื่อขอสิทธิพิเศษในประเทศปลายทาง ผู้ที่ถูกเรียกเก็บอากรโดยตรงโดยทั่วไปคือผู้นำเข้าในประเทศนั้น ส่วนผู้ส่งออกหรือผู้ผลิตในประเทศไทยอาจถูกตรวจสอบย้อนหลัง ถูกขอข้อมูลจากหน่วยงานไทย หรือถูกดำเนินการตามกฎหมายไทยในส่วนของการยื่นข้อมูลหรือเอกสารอันเป็นเท็จ

4.3 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

หากกระบวนการสวมสิทธิมีการจัดทำหรือใช้เอกสารอันเป็นเท็จ อาจเกิดความรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญาเพิ่มเติม โดยขึ้นอยู่กับลักษณะของเอกสารและการกระทำ

การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน

มาตรา 137 อาจใช้บังคับแก่ผู้ที่แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนได้รับความเสียหาย

หากผู้ยื่นคำขอทราบว่าสินค้าไม่ได้มีถิ่นกำเนิดไทย แต่ยังยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ว่าสินค้านั้นผ่านเกณฑ์ หรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรงงาน วัตถุดิบ หรือการผลิตที่ไม่เป็นความจริง การกระทำดังกล่าวอาจถูกพิจารณาภายใต้มาตรานี้

การแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ

มาตรา 267 อาจเกี่ยวข้องเมื่อบุคคลแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐาน

กรณีนี้อาจมีนัยสำคัญหาก C/O ที่ออกโดยหน่วยงานรัฐมีสถานะเป็นเอกสารราชการ และผู้ยื่นคำขอจงใจให้เจ้าหน้าที่บันทึกหรือรับรองข้อเท็จจริงเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้าที่ไม่เป็นความจริง

การปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม

หากมีการแก้ไข ปลอมแปลง หรือจัดทำ C/O ใบกำกับสินค้า บัญชีต้นทุน ใบรับรองโรงงาน หรือเอกสารอื่นขึ้นโดยมิชอบ อาจเข้าข่ายความผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา 264 หรือฐานปลอมเอกสารราชการตามมาตรา 265 แล้วแต่ลักษณะของเอกสาร

บุคคลที่นำเอกสารปลอมไปใช้ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นเอกสารปลอม อาจมีความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 และต้องรับโทษตามฐานปลอมเอกสารประเภทนั้น

ความรับผิดฐานปลอมเอกสารไม่จำเป็นต้องเกิดเฉพาะกับผู้ที่ลงมือจัดทำเอกสารปลอมด้วยตนเอง ผู้บริหาร พนักงาน ตัวแทนออกของ ที่ปรึกษา หรือบุคคลอื่นซึ่งร่วมวางแผน สั่งการ ช่วยเหลือ หรือสนับสนุน อาจมีความรับผิดในฐานะตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนได้ตามข้อเท็จจริง

4.4 ความผิดเกี่ยวกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

ปัจจุบันการยื่นคำขอ C/O และเอกสารประกอบจำนวนมากดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ระบบ DFT SMART C/O ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศใช้สำหรับการออก Form AK, Form E และ Form C/O ทั่วไปบางประเภท

การบันทึกข้อมูลอันเป็นเท็จในระบบ มิได้ทำให้ความรับผิดตามกฎหมายลดลง ผู้ใช้บัญชีอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และผู้รับรองข้อมูลยังคงต้องรับผิดชอบต่อความถูกต้องของข้อมูลตามขอบเขตหน้าที่ของตน

หากมีการเข้าถึงระบบโดยมิชอบ ใช้บัญชีของผู้อื่น แก้ไขข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือปลอมลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ อาจต้องพิจารณาความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม การกรอกข้อมูลทางการค้าผิดหรือการยื่นข้อมูลอันเป็นเท็จผ่านระบบคอมพิวเตอร์มิได้เป็นความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์โดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาองค์ประกอบความผิดเฉพาะของแต่ละมาตราอย่างเคร่งครัด

5. ความรับผิดของนิติบุคคล กรรมการ และพนักงาน

การดำเนินธุรกิจส่งออกส่วนใหญ่อยู่ในรูปบริษัทจำกัด จึงเกิดคำถามสำคัญว่าหากมีการสวมสิทธิ C/O ความรับผิดจะตกแก่บริษัท กรรมการ หรือพนักงานผู้ยื่นคำขอ

หลักการสำคัญคือ ความรับผิดต้องพิจารณาจากการกระทำ อำนาจหน้าที่ ความรู้เห็น และเจตนาของแต่ละบุคคล ไม่อาจสรุปได้ว่ากรรมการทุกคนต้องรับผิดเพียงเพราะมีชื่อเป็นกรรมการบริษัท

บุคคลที่มีความเสี่ยงอาจรวมถึงบริษัทในฐานะผู้ส่งออกหรือผู้ยื่นคำขอ กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ผู้บริหารฝ่ายส่งออก ผู้จัดการโรงงาน พนักงานจัดซื้อ พนักงานบัญชีต้นทุน พนักงานโลจิสติกส์ ผู้จัดทำเอกสาร ตัวแทนออกของ ผู้รับมอบอำนาจ และบุคคลภายนอกที่จัดเตรียมข้อมูลหรือเอกสาร

การลงนามในแบบคำขอหรือหนังสือรับรองว่าข้อมูลถูกต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนัก แต่ไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียว เจ้าหน้าที่อาจพิจารณาด้วยว่าใครเป็นผู้จัดทำข้อมูล ใครมีหน้าที่ตรวจสอบ ใครได้รับประโยชน์ ใครเป็นผู้สั่งการ และใครทราบถึงความไม่ถูกต้องของข้อมูล

ในทางกลับกัน พนักงานที่ดำเนินการตามข้อมูลที่ได้รับจากฝ่ายผลิตหรือผู้บริหารโดยสุจริต และไม่มีเหตุอันควรสงสัย อาจมีข้อต่อสู้แตกต่างจากผู้ที่รู้ข้อเท็จจริงแต่ยังจัดทำหรือยื่นเอกสารอันเป็นเท็จ

บริษัทจึงไม่ควรใช้วิธีให้พนักงานระดับปฏิบัติการลงนามในคำขอเพื่อผลักภาระความรับผิดทั้งหมดไปยังพนักงาน หากระบบการอนุมัติและการควบคุมภายในของบริษัทเองเปิดโอกาสให้มีการยื่นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ผู้บริหารและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจยังอาจถูกตรวจสอบตามบทบาทที่แท้จริง

6. ผลกระทบในประเทศผู้นำเข้า

แม้ C/O จะออกจากประเทศไทย แต่สิทธิพิเศษทางภาษีเกิดขึ้นในประเทศผู้นำเข้า ดังนั้น หน่วยงานศุลกากรของประเทศปลายทางมีอำนาจตรวจสอบว่าสินค้ามีคุณสมบัติตามกฎถิ่นกำเนิดจริงหรือไม่

ประเทศผู้นำเข้าอาจดำเนินการขอตรวจสอบย้อนหลัง หรือ retroactive verification ผ่านหน่วยงานผู้ออก C/O ในประเทศไทย ขอให้ผู้ส่งออกหรือผู้ผลิตตอบแบบสอบถาม ขอเอกสารเพิ่มเติม หรือขอเข้าตรวจสอบสถานประกอบการตามกระบวนการที่ความตกลงอนุญาต

หากผลการตรวจสอบไม่สามารถยืนยันถิ่นกำเนิดได้ ประเทศผู้นำเข้าอาจปฏิเสธสิทธิพิเศษทางภาษี เรียกเก็บอากรขาเข้าตามอัตราปกติย้อนหลัง เรียกเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม หรือดำเนินคดีกับผู้นำเข้าตามกฎหมายของประเทศนั้น

นอกจากนี้ ประเทศคู่ค้าอาจนำข้อมูลการสวมสิทธิมาใช้ประกอบการไต่สวนมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด การตอบโต้การอุดหนุน การป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า หรือการตรวจสอบว่าประเทศไทยเป็นเพียงฐานส่งผ่านสินค้า

ผลกระทบจึงอาจมิได้จำกัดเฉพาะผู้ส่งออกรายเดียว แต่อาจส่งผลต่ออุตสาหกรรมไทยทั้งหมด หากประเทศคู่ค้าสงสัยว่ามีการใช้ประเทศไทยเป็นช่องทางหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศและกรมศุลกากรจึงได้ร่วมยกระดับการตรวจสอบการหลบเลี่ยงอากรตอบโต้และการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า

7. ความรับผิดทางแพ่งและทางสัญญา

นอกจากความรับผิดทางปกครองและทางอาญาแล้ว ผู้ส่งออกหรือผู้ผลิตอาจมีความรับผิดทางแพ่งต่อผู้นำเข้า ลูกค้า ธนาคาร ผู้รับประกันภัย หรือคู่สัญญาอื่น หากสัญญาซื้อขายกำหนดให้ผู้ขายรับรองว่าสินค้ามีถิ่นกำเนิดไทยหรือมีสิทธิได้รับอัตราภาษีพิเศษ การที่ประเทศปลายทางปฏิเสธ C/O อาจถือเป็นการผิดคำรับรองและการรับประกันตามสัญญา

ผู้นำเข้าอาจเรียกร้องค่าเสียหาย ได้แก่ อากรที่ถูกเรียกเก็บย้อนหลัง เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ค่าเก็บรักษาสินค้า ค่าทนายความ ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ และความเสียหายจากการที่สินค้าไม่สามารถจำหน่ายได้ตามกำหนด

สัญญาระหว่างผู้ส่งออกกับผู้ผลิตหรือผู้ขายวัตถุดิบจึงควรกำหนดเรื่องคำรับรองเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดสินค้า หน้าที่จัดเก็บเอกสาร สิทธิในการตรวจสอบ การชดใช้ค่าเสียหาย และความร่วมมือเมื่อมีการตรวจสอบย้อนหลังไว้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี ข้อสัญญาที่กำหนดให้คู่สัญญารายหนึ่งรับผิดชอบมิได้มีผลลบล้างความรับผิดตามกฎหมายต่อรัฐ หากบุคคลนั้นเป็นผู้กระทำความผิดหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด การจัดสรรความรับผิดในสัญญามีผลเป็นหลักระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น

8. ประเด็นเจตนาและความผิดพลาดโดยสุจริต

การพบว่าข้อมูลใน C/O ไม่ถูกต้องมิได้หมายความว่าจะต้องมีความผิดอาญาในทุกกรณี ความรับผิดอาญาหลายฐานต้องพิสูจน์ว่าผู้กระทำมีเจตนา รู้ว่าข้อมูลหรือเอกสารเป็นเท็จ หรือมีเจตนานำข้อมูลนั้นไปใช้โดยมิชอบ

ความผิดพลาดอาจเกิดจากการตีความพิกัดศุลกากรไม่ตรงกัน การใช้สูตรคำนวณ RVC ผิด การเข้าใจกฎเฉพาะรายสินค้าคลาดเคลื่อน การเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบโดยฝ่ายผลิตไม่แจ้งฝ่ายส่งออก หรือความผิดพลาดในการกรอกข้อมูล

อย่างไรก็ดี ความประมาทหรือการขาดระบบตรวจสอบอาจไม่เพียงพอเป็นข้อต่อสู้ในทุกกรณี โดยเฉพาะเมื่อผู้ประกอบการได้รับคำเตือน มีข้อสงสัยเกี่ยวกับแหล่งกำเนิด หรือพบข้อมูลที่ขัดแย้งกันแล้ว แต่ยังคงยื่นคำขอโดยไม่ตรวจสอบเพิ่มเติม

พฤติการณ์ที่อาจสะท้อนเจตนาหรือความรู้เห็น ได้แก่ การจัดทำเอกสารย้อนหลัง การใช้ใบกำกับสินค้าที่ไม่มีธุรกรรมจริง การลบหรือแก้ไขข้อมูลหลังได้รับคำขอตรวจสอบ การกำชับพนักงานให้ยืนยันข้อมูลทั้งที่ไม่มีหลักฐาน และการย้ายสินค้าระหว่างคลังเพียงเพื่อให้ดูเสมือนว่ามีการผลิตในประเทศไทย

ในทางกลับกัน การมีระบบตรวจสอบที่ชัดเจน การขอคำวินิจฉัยจากผู้เชี่ยวชาญ การเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อเจ้าหน้าที่ และการแก้ไขข้อมูลทันทีเมื่อพบข้อผิดพลาด อาจเป็นข้อเท็จจริงสำคัญในการแสดงความสุจริตและลดความเสี่ยงขององค์กร

9. การตรวจสอบย้อนหลังและพยานหลักฐาน

ผู้ประกอบการไม่ควรเข้าใจว่าความเสี่ยงสิ้นสุดลงเมื่อได้รับ C/O หรือเมื่อสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรแล้ว เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าและหน่วยงานไทยอาจตรวจสอบย้อนหลังภายในระยะเวลาที่กำหนดตามกฎหมายหรือความตกลงที่เกี่ยวข้อง

เอกสารที่มักถูกตรวจสอบ ได้แก่

ใบสั่งซื้อและสัญญาซื้อขาย ใบกำกับสินค้า ใบขนสินค้าขาเข้าและขาออก รายการวัตถุดิบ สูตรการผลิต บัญชีต้นทุน หลักฐานการชำระเงิน เอกสารคลังสินค้า รายงานการผลิต บันทึกการใช้เครื่องจักร หลักฐานการใช้ไฟฟ้า รายชื่อพนักงาน ใบอนุญาตโรงงาน เอกสารการขนส่ง และข้อมูลทางบัญชี

เจ้าหน้าที่อาจเปรียบเทียบกำลังการผลิตของโรงงานกับปริมาณสินค้าที่ส่งออก หากโรงงานมีกำลังการผลิตต่ำกว่าปริมาณส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ หรือไม่มีเครื่องจักรและบุคลากรที่จำเป็น ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่าสินค้าอาจไม่ได้ผลิตในประเทศไทยตามที่กล่าวอ้าง

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่อาจตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างเอกสารหลายชุด เช่น ปริมาณวัตถุดิบนำเข้า ปริมาณสินค้าคงเหลือ ปริมาณสินค้าที่ผลิตและส่งออก ต้นทุนต่อหน่วย และกำลังการผลิต หากข้อมูลไม่สัมพันธ์กัน ผู้ประกอบการต้องสามารถอธิบายและแสดงหลักฐานประกอบได้

10. แนวทางป้องกันความเสี่ยงสำหรับผู้ประกอบการ

10.1 ตรวจสอบกฎถิ่นกำเนิดเป็นรายความตกลง

บริษัทต้องระบุให้ชัดว่าสินค้าจะส่งออกภายใต้ความตกลงใด ใช้พิกัดศุลกากรใด และกฎเฉพาะรายสินค้ากำหนดเงื่อนไขอย่างไร การเคยได้รับ C/O ภายใต้ความตกลงหนึ่งไม่หมายความว่าจะผ่านเกณฑ์ของอีกความตกลงหนึ่งโดยอัตโนมัติ

10.2 ตรวจสอบพิกัดศุลกากร

พิกัดศุลกากรเป็นจุดเริ่มต้นของการหากฎถิ่นกำเนิดสินค้า หากจำแนกพิกัดผิด การเลือกกฎและการคำนวณทั้งหมดอาจผิดตามไปด้วย บริษัทควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบในกรณีที่สินค้ามีความซับซ้อนหรืออาจจำแนกได้หลายพิกัด

10.3 จัดทำ Origin Determination File

บริษัทควรมีแฟ้มวิเคราะห์ถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับสินค้าแต่ละรุ่น โดยอย่างน้อยควรประกอบด้วยพิกัดศุลกากรของสินค้าสำเร็จรูปและวัตถุดิบ รายชื่อประเทศต้นกำเนิดของวัตถุดิบ สูตรการผลิต แผนผังกระบวนการผลิต บัญชีต้นทุน การคำนวณ RVC และเหตุผลที่สินค้าเป็นไปตามกฎเฉพาะรายสินค้า

10.4 ควบคุมการเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบและผู้ขาย

แม้สินค้ารุ่นเดิมจะเคยผ่านเกณฑ์ แต่การเปลี่ยนผู้ขาย ประเทศต้นกำเนิดวัตถุดิบ ราคา หรือสูตรการผลิต อาจทำให้สินค้าไม่ผ่านเกณฑ์อีกต่อไป บริษัทจึงควรกำหนดให้ฝ่ายจัดซื้อและฝ่ายผลิตแจ้งฝ่ายการค้าระหว่างประเทศก่อนมีการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อถิ่นกำเนิดสินค้า

10.5 แยกหน้าที่จัดทำและอนุมัติข้อมูล

ผู้จัดทำคำขอไม่ควรเป็นบุคคลเดียวกับผู้อนุมัติข้อมูลทั้งหมด ควรมีระบบตรวจสอบอย่างน้อยจากฝ่ายผลิต ฝ่ายบัญชีต้นทุน ฝ่ายศุลกากรหรือการค้าระหว่างประเทศ และผู้มีอำนาจอนุมัติ

10.6 ตรวจสอบผู้ผลิตตามสัญญา

กรณีใช้ผู้รับจ้างผลิต บริษัทผู้ส่งออกต้องตรวจสอบว่ามีการผลิตจริงตามที่แจ้ง มีเครื่องจักรและกำลังการผลิตเพียงพอ และมีเอกสารวัตถุดิบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ไม่ควรอาศัยเพียงหนังสือรับรองจากผู้รับจ้างผลิตโดยไม่มีการตรวจสอบ

10.7 จัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ

บริษัทควรกำหนดระยะเวลาจัดเก็บเอกสารให้ไม่น้อยกว่าระยะเวลาที่กำหนดตามกฎหมายและความตกลงที่เกี่ยวข้อง และควรพิจารณาระยะเวลาตรวจสอบย้อนหลังของประเทศคู่ค้าด้วย

10.8 ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนใช้คำว่า “Made in Thailand”

การติดเครื่องหมายแหล่งกำเนิดสินค้าบนสินค้าและบรรจุภัณฑ์ควรผ่านการตรวจสอบเช่นเดียวกับการขอ C/O เนื่องจากการแสดงแหล่งกำเนิดที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความรับผิดตามกฎหมายของประเทศปลายทาง กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายศุลกากร หรือข้อกำหนดทางสัญญา

10.9 จัดทำขั้นตอนรับมือการตรวจสอบ

บริษัทควรกำหนดผู้รับผิดชอบกลางเมื่อได้รับคำขอตรวจสอบจากกรมการค้าต่างประเทศ กรมศุลกากร หรือประเทศผู้นำเข้า เพื่อให้การตอบข้อมูลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และควรให้ที่ปรึกษากฎหมายตรวจสอบก่อนส่งคำชี้แจงในกรณีที่มีความเสี่ยงสูง

11. การดำเนินการเมื่อพบว่า C/O อาจไม่ถูกต้อง

เมื่อบริษัทพบว่าข้อมูลที่ใช้ขอ C/O อาจไม่ถูกต้อง ไม่ควรลบ แก้ไข หรือจัดทำเอกสารย้อนหลังเพื่อให้ข้อมูลเดิมดูถูกต้อง เพราะการกระทำดังกล่าวอาจเพิ่มความเสี่ยงจากความผิดพลาดทางปกครองให้กลายเป็นประเด็นการปลอมเอกสารหรือการปกปิดพยานหลักฐาน

บริษัทควรระงับการยื่นคำขอสำหรับสินค้ารุ่นที่มีปัญหา ตรวจสอบขอบเขตของสินค้าที่ได้รับผลกระทบ รักษาเอกสารและข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด แยกข้อเท็จจริงออกจากข้อสันนิษฐาน และขอคำปรึกษาทางกฎหมายโดยเร็ว

ควรประเมินด้วยว่า C/O ที่ออกไปแล้วถูกนำไปใช้หรือยัง ผู้นำเข้าได้รับสิทธิทางภาษีหรือไม่ มีการส่งออกกี่ครั้ง และมีประเทศปลายทางใดบ้าง จากนั้นจึงพิจารณาความจำเป็นในการแก้ไข ยกเลิก หรือเปิดเผยข้อมูลต่อหน่วยงานและคู่ค้าที่เกี่ยวข้อง

การเปิดเผยข้อมูลโดยสมัครใจอาจเป็นปัจจัยที่มีประโยชน์ในบางกรณี แต่ไม่ควรดำเนินการโดยปราศจากการวิเคราะห์ทางกฎหมาย เพราะข้อมูลที่เปิดเผยอาจมีผลต่อการดำเนินคดีทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

12. กรณีศึกษา: การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าไทยในบริบทของมาตรการภาษีตาม Section 301 ของสหรัฐอเมริกา

ความสำคัญของการพิจารณาถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) มิได้จำกัดอยู่เพียงการได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreements: FTAs) เท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบังคับใช้มาตรการทางการค้าของประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะมาตรการภาษีตอบโต้ที่สหรัฐอเมริกานำมาใช้กับสินค้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนภายใต้ Section 301 of the Trade Act of 1974

Section 301 เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (United States Trade Representative: USTR) ในการสอบสวนและกำหนดมาตรการตอบโต้ต่อประเทศที่ถูกเห็นว่ามีนโยบายหรือแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางการค้าของสหรัฐอเมริกา โดยมาตรการดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้กับสินค้านำเข้าจากจีนหลายรายการ ส่งผลให้สินค้าบางประเภทต้องเสียอากรนำเข้าเพิ่มเติมนอกเหนือจากอัตราศุลกากรปกติ เพื่อลดความเสียเปรียบทางการแข่งขันและแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลของดุลการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน

ภายหลังการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว ผู้ประกอบการบางรายได้พยายามหลีกเลี่ยงอากรตาม Section 301 โดยส่งสินค้าจากจีนมายังประเทศที่สาม เช่น ประเทศไทย ก่อนดำเนินการเพียงการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ การติดฉลาก การแบ่งบรรจุ การประกอบอย่างง่าย หรือการดำเนินการอื่นที่มิได้ก่อให้เกิดการแปรสภาพอย่างมีสาระสำคัญ (Substantial Transformation) แล้วจึงยื่นขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: C/O) เพื่อแสดงว่าสินค้ามีถิ่นกำเนิดไทย

อย่างไรก็ดี ตามหลักกฎหมายว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า การดำเนินการในลักษณะดังกล่าวมักถูกจัดเป็น Minimal Operations หรือ Insufficient Processing ซึ่งโดยหลักแล้วไม่เพียงพอที่จะทำให้สินค้าสูญเสียถิ่นกำเนิดเดิมหรือได้รับถิ่นกำเนิดใหม่ ดังนั้น แม้ว่าสินค้าจะถูกส่งออกจากประเทศไทยและได้รับ C/O จากหน่วยงานที่มีอำนาจของไทย ก็ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐอเมริกาจะต้องยอมรับว่าสินค้านั้นมีถิ่นกำเนิดไทยโดยอัตโนมัติ

ศุลกากรและการป้องกันชายแดนสหรัฐอเมริกา (U.S. Customs and Border Protection: CBP) มีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้าจากหลักฐานการผลิต แหล่งที่มาของวัตถุดิบ มูลค่าเพิ่ม กระบวนการผลิต และเอกสารที่เกี่ยวข้อง หากพบว่าสินค้ายังคงมีถิ่นกำเนิดจีน CBP อาจปฏิเสธการรับรองถิ่นกำเนิดไทย ปฏิเสธสิทธิทางภาษี และเรียกเก็บอากรเพิ่มเติมตาม Section 301 พร้อมทั้งเรียกเก็บอากรย้อนหลัง ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับตามกฎหมายศุลกากรของสหรัฐอเมริกา

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) เป็นเพียงพยานหลักฐานชิ้นหนึ่งที่ใช้ประกอบการพิจารณาถิ่นกำเนิดสินค้า มิใช่ข้อยุติที่ผูกพันประเทศผู้นำเข้า หากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการผลิตไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ว่าด้วย Rules of Origin ประเทศผู้นำเข้ายังคงมีอำนาจตรวจสอบและวินิจฉัยประเทศถิ่นกำเนิดของสินค้าได้ตามกฎหมายภายในของตน

สำหรับประเทศไทย การปล่อยให้มีการใช้ประเทศไทยเป็นช่องทางในการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า นอกจากจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้ส่งออกและผู้นำเข้าแต่ละรายแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าไทย ความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้า และความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศในระยะยาวอีกด้วย

13. บทสรุป

การสวมสิทธิ C/O มิใช่เพียงความผิดพลาดด้านเอกสารการส่งออก แต่เป็นความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจเชื่อมโยงกับการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อหน่วยงานรัฐ การสำแดงเท็จต่อศุลกากร การหลีกเลี่ยงอากร การปลอมและใช้เอกสารปลอม ตลอดจนความรับผิดทางแพ่งและทางสัญญาต่อคู่ค้า

หัวใจของการพิจารณามิได้อยู่ที่ว่าสินค้าถูกส่งออกจากประเทศไทยหรือออกใบกำกับสินค้าโดยบริษัทไทยหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าสินค้านั้นผ่านเกณฑ์ถิ่นกำเนิดตามความตกลงที่ใช้สิทธิจริงหรือไม่ และผู้ประกอบการมีเอกสารที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวได้เพียงใด

ผู้ประกอบการจึงควรจัดให้การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายขององค์กร ไม่ควรปล่อยให้เป็นเพียงหน้าที่ด้านธุรการของฝ่ายส่งออก การกำหนดผู้รับผิดชอบ การควบคุมข้อมูลวัตถุดิบและต้นทุน การตรวจสอบผู้ผลิต และการเก็บรักษาเอกสารอย่างเป็นระบบ จะช่วยลดความเสี่ยงทั้งต่อบริษัท ผู้บริหาร พนักงาน และความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ การวิเคราะห์ความรับผิดในกรณีใดกรณีหนึ่งต้องพิจารณาความตกลงการค้าที่ใช้ แบบ C/O พิกัดศุลกากร กระบวนการผลิต ประเทศต้นทางของวัตถุดิบ เอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงาน เจตนาของผู้เกี่ยวข้อง และกฎหมายของประเทศผู้นำเข้าประกอบกัน ไม่ควรสรุปความรับผิดจากข้อเท็จจริงเพียงประการใดประการหนึ่ง

ข้อสงวนสิทธิ์

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทางกฎหมายทั่วไปเท่านั้น มิใช่คำปรึกษากฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะ การปรึกษากฎหมายควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและวัตถุประสงค์ของแต่ละบุคคล สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ. ลิขสิทธิ์ 2537

ผู้เขียน : พิณประภัสร์ จาติกวนิช

วันที่ : 24 กรกฎาคม 2569