Line

ความรับผิดของกรรมการบริษัทในคดีธุรกิจภายใต้กฎหมายไทย: หลักกฎหมาย แนวคำพิพากษา และกลยุทธ์การดำเนินคดี

ภายใต้โครงสร้างของบริษัทจำกัดตามกฎหมายไทย กรรมการบริษัทมีฐานะเป็นผู้แทนนิติบุคคล (agent of the company) ซึ่งมีอำนาจในการดำเนินกิจการและผูกพันบริษัทต่อบุคคลภายนอก อย่างไรก็ดี อำนาจดังกล่าวย่อมมาพร้อมกับ หน้าที่และความรับผิดในเชิงกฎหมาย (legal duties and liabilities) ที่เข้มงวด

ในทางปฏิบัติ ข้อพิพาททางธุรกิจในประเทศไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริบทของ joint venture และ shareholder disputes มักมีการเพิ่มเติมจากการฟ้องบริษัทไปสู่การฟ้องกรรมการเป็นการส่วนตัว เพื่อสร้างแรงกดดันเชิงกลยุทธ์และเพิ่มอำนาจต่อรอง ในการเจรจา

กรอบกฎหมายภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

หน้าที่ของกรรมการ (Statutory Duties)

ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (CCC) มาตรา 1168 กำหนดให้กรรมการต้องดำเนินกิจการของบริษัทด้วยความระมัดระวังและสุจริต (due care and good faith) และต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัทและมติของผู้ถือหุ้น

นอกจากนี้ มาตรา 1174 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้วางหลักให้กรรมการต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บริษัท หากความเสียหายนั้นเป็นผลมาจากการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัท หรือเกิดจากความประมาทเลินเล่อของกรรมการ ทั้งนี้ บทบัญญัติดังกล่าวสะท้อนหลักการสำคัญว่ากรรมการแต่ละคนมิอาจหลีกเลี่ยงความรับผิดได้โดยอ้างว่าเป็นเพียงมติของคณะกรรมการ เนื่องจากกรรมการมีหน้าที่ต้องใช้ดุลพินิจโดยอิสระและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังและสุจริตในฐานะผู้บริหารกิจการของบริษัท

ในส่วนของการฝ่าฝืนกฎหมาย ความรับผิดจะเกิดขึ้นเมื่อกรรมการดำเนินการหรืออนุมัติการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจ กฎหมายภาษี หรือกฎหมายอื่นที่มีผลใช้บังคับ โดยแม้การกระทำนั้นจะมีวัตถุประสงค์ทางธุรกิจหรือก่อให้เกิดประโยชน์แก่บริษัทในระยะสั้น ก็ไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างเพื่อยกเว้นความรับผิดได้ เนื่องจากการปฏิบัติตามกฎหมายถือเป็นหน้าที่พื้นฐานของกรรมการ

สำหรับการฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัท กรรมการย่อมต้องปฏิบัติตามกรอบอำนาจและขั้นตอนที่กำหนดไว้ในข้อบังคับอย่างเคร่งครัด การดำเนินการใดที่เกินขอบเขตอำนาจ หรือไม่เป็นไปตามกระบวนการที่กำหนด เช่น การอนุมัติธุรกรรมโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในกรณีที่ข้อบังคับกำหนดไว้ อาจก่อให้เกิดความรับผิดได้ แม้ว่าการกระทำนั้นจะไม่ขัดต่อกฎหมายโดยตรงก็ตาม

ในส่วนของความประมาทเลินเล่อ กฎหมายมิได้คุ้มครองกรรมการจากความรับผิดเพียงเพราะการตัดสินใจเป็นเรื่องทางธุรกิจ หากแต่กำหนดให้กรรมการต้องใช้ความระมัดระวังในระดับที่บุคคลในตำแหน่งเดียวกันพึงใช้ในสถานการณ์เช่นนั้น การตัดสินใจโดยปราศจากการตรวจสอบข้อมูลอย่างเพียงพอ การเพิกเฉยต่อความเสี่ยงที่สามารถคาดการณ์ได้ หรือการไม่ดำเนินการใด ๆ ในสถานการณ์ที่ควรต้องกระทำ อาจถือเป็นความประมาทเลินเล่อที่ก่อให้เกิดความรับผิดได้ อย่างไรก็ดี หากกรรมการสามารถพิสูจน์ได้ว่าการตัดสินใจดังกล่าวกระทำโดยสุจริต มีข้อมูลรองรับอย่างเพียงพอ และอยู่ภายใต้ดุลพินิจทางธุรกิจที่สมเหตุสมผล ศาลอาจพิจารณาว่าไม่เป็นความประมาทเลินเล่อในทางกฎหมาย

ทั้งนี้ ความรับผิดตามมาตรา 1174 ยังมีลักษณะเป็นความรับผิดร่วมกันของกรรมการ กล่าวคือ กรรมการที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจอาจต้องรับผิดร่วมกันในผลของการกระทำนั้น เว้นแต่จะสามารถพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือได้คัดค้านการตัดสินใจดังกล่าวไว้อย่างชัดแจ้งและมีการบันทึกไว้ในรายงานการประชุม ซึ่งทำให้เอกสารรายงานการประชุมคณะกรรมการมีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความรับผิดหรือการหลีกเลี่ยงความรับผิดของกรรมการในคดีธุรกิจ

ลักษณะของ Fiduciary Duty (ผู้ที่ได้รับมอบหมายเนื่องจากได้รับความไว้วางใจ) ในกฎหมายไทย

แม้กฎหมายไทยมิได้ใช้คำว่า “fiduciary duty” โดยตรง แต่หลักการดังกล่าวได้รับการยอมรับผ่านการตีความของศาลและการบังคับใช้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยสามารถจำแนกสาระสำคัญของหน้าที่ดังกล่าวออกเป็นหลายมิติที่สอดคล้องกับหลักกฎหมายสากล กล่าวคือ ในประการแรก กรรมการมีหน้าที่แห่งความระมัดระวัง (duty of care) ซึ่งกำหนดให้ต้องใช้ดุลพินิจโดยรอบคอบ มีการพิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ และดำเนินการในลักษณะที่บุคคลในตำแหน่งเดียวกันพึงกระทำภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น การตัดสินใจโดยปราศจากข้อมูลหรือการตรวจสอบที่เหมาะสมอาจถือเป็นความประมาทเลินเล่ออันก่อให้เกิดความรับผิดได้

ในประการที่สอง กรรมการมีหน้าที่แห่งความซื่อสัตย์สุจริตและความภักดีต่อบริษัท (duty of loyalty) ซึ่งกำหนดให้ต้องหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน และต้องไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนหรือเอื้อประโยชน์แก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ กรรมการมีหน้าที่ต้องเปิดเผยส่วนได้เสียอย่างครบถ้วนและโปร่งใส รวมถึงงดเว้นการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท

นอกจากนี้ กรรมการยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต (duty of good faith) ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่ครอบคลุมการใช้อำนาจและการตัดสินใจทั้งหมด โดยกำหนดให้กรรมการต้องกระทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท มิใช่เพื่อวัตถุประสงค์แอบแฝงหรือเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ การกระทำที่ขาดความสุจริต หรือมีลักษณะเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ อาจนำไปสู่การกำหนดความรับผิดเป็นการส่วนตัวของกรรมการได้ แม้ว่าการกระทำนั้นจะอยู่ภายใต้กรอบอำนาจของบริษัทก็ตาม

ประเภทของความรับผิดในคดีธุรกิจ

ความรับผิดต่อบริษัท (Internal Liability)

กรรมการอาจต้องรับผิดต่อบริษัทในกรณีที่การปฏิบัติหน้าที่ของตนก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท ไม่ว่าจะเป็นจากการอนุมัติธุรกรรมที่มีความเสี่ยงโดยปราศจากการพิจารณาอย่างรอบคอบ การไม่ปฏิบัติตามกระบวนการที่เหมาะสมหรือขาดขั้นตอนการตรวจสอบและกลั่นกรองข้อมูลอย่างเพียงพอ (lack of due process) หรือการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย ข้อบังคับของบริษัท หรือมติของผู้ถือหุ้น พฤติการณ์ดังกล่าวอาจสะท้อนถึงการฝ่าฝืนหน้าที่แห่งความระมัดระวังและความสุจริตของกรรมการ ซึ่งเป็นสาระสำคัญของการบริหารกิจการบริษัทภายใต้กฎหมายไทย

ในทางปฏิบัติ ความรับผิดในลักษณะนี้มักปรากฏในกรณีที่กรรมการอนุมัติธุรกรรมที่มีลักษณะไม่เป็นไปตามหลักธุรกิจที่สมเหตุสมผล หรือมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับกรรมการโดยมิได้มีการเปิดเผย หรือจัดการผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างเหมาะสม ตลอดจนกรณีที่กรรมการมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนภายในที่กำหนดไว้ เช่น การไม่เสนอเรื่องให้คณะกรรมการหรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาในกรณีที่จำเป็น ทั้งนี้ แม้การกระทำนั้นจะอยู่ภายใต้กรอบของการบริหารธุรกิจ แต่หากขาดกระบวนการที่เหมาะสมหรือไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงเหตุผลทางธุรกิจที่สมควร ก็อาจถูกตีความว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออันก่อให้เกิดความรับผิดได้

ในกรณีที่บริษัทมิได้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากกรรมการ ผู้ถือหุ้นอาจใช้สิทธิฟ้องแทนบริษัท (derivative action) เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของบริษัทโดยรวม โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กรรมการผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้มีอำนาจควบคุมบริษัท หรือในกรณีที่โครงสร้างการบริหารภายในไม่เอื้อให้บริษัทดำเนินการทางกฎหมายได้อย่างเป็นอิสระ กลไกดังกล่าวจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความรับผิดชอบ (accountability) ของกรรมการ และเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ช่วยถ่วงดุลอำนาจในการบริหารกิจการบริษัทอย่างมีประสิทธิภาพ

ความรับผิดต่อผู้ถือหุ้น (Shareholder Claims)

ในบริบทของข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้น กรรมการมักตกเป็นคู่ความสำคัญในคดี เนื่องจากบทบาทในการกำหนดทิศทางและควบคุมการดำเนินกิจการของบริษัท โดยข้อกล่าวหาที่พบบ่อย ได้แก่ การใช้อำนาจในลักษณะที่กดขี่หรือเอาเปรียบผู้ถือหุ้นส่วนน้อย (minority oppression) การปกปิดหรือไม่เปิดเผยข้อมูลสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้ถือหุ้น ตลอดจนการใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง อันเป็นการขัดต่อหลักความเป็นธรรมและหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี

พฤติการณ์ดังกล่าวมักนำไปสู่ข้อพิพาทเชิงลึกเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือมติคณะกรรมการ โดยผู้ถือหุ้นที่ได้รับความเสียหายอาจดำเนินการฟ้องร้องเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเรียกค่าเสียหายจากกรรมการที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ในบางกรณี ข้อพิพาทอาจขยายไปสู่การร้องขอให้มีการกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว หรือการขอให้ศาลมีคำสั่งเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยในระหว่างการดำเนินคดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของบทบาทกรรมการในการรักษาความสมดุลของผลประโยชน์ระหว่างผู้ถือหุ้นแต่ละฝ่ายภายใต้กรอบกฎหมายไทย

ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (Third-Party Liability)

แม้โดยหลักการทั่วไป บริษัทในฐานะนิติบุคคลจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อภาระผูกพันที่เกิดจากการดำเนินกิจการของตน อย่างไรก็ดี ในบางสถานการณ์ กรรมการอาจต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อบุคคลภายนอก หากการกระทำนั้นมีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่นตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่คู่สัญญาหรือบุคคลภายนอก ตลอดจนกรณีที่กรรมการใช้อำนาจโดยทุจริต หรือกระทำการเกินขอบเขตอำนาจที่ตนมีอยู่ตามกฎหมายหรือข้อบังคับของบริษัท

ในทางปฏิบัติ ความรับผิดในลักษณะนี้มักเกิดขึ้นในบริบทที่กรรมการมีบทบาทโดยตรงในการติดต่อหรือเจรจากับบุคคลภายนอก และมีการให้ข้อมูลหรือรับรองข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง หรือในกรณีที่มีการดำเนินธุรกรรมโดยอาศัยโครงสร้างบริษัทเพื่อปกปิดเจตนาที่แท้จริง อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอก ศาลไทยมีแนวโน้มพิจารณาข้อพิพาทในลักษณะดังกล่าวโดยยึดหลัก “เนื้อหาสำคัญเหนือรูปแบบ” (substance over form) กล่าวคือ จะมิได้ยึดติดเพียงสถานะของบริษัทในฐานะนิติบุคคล หากแต่จะพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่แท้จริงและเจตนาในการกระทำของกรรมการเป็นสำคัญ

ดังนั้น ในกรณีที่ปรากฏว่ากรรมการได้ใช้บริษัทเป็นเครื่องมือในการกระทำโดยมิชอบ หรือมีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการฉ้อฉลหรือหลอกลวง ศาลอาจกำหนดให้กรรมการต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น แม้ว่าการกระทำนั้นจะได้ดำเนินการในนามของบริษัทก็ตาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของศาลไทยในการป้องกันการใช้โครงสร้างนิติบุคคลเป็นเครื่องมือเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดในทางกฎหมาย

แนวคำพิพากษาและทิศทางของศาลไทย

ในแนวคำพิพากษาของศาลไทยเกี่ยวกับความรับผิดของกรรมการ ศาลมักให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินว่ากรรมการได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและความระมัดระวังตามสมควรหรือไม่ โดยจะพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมของการตัดสินใจเป็นสำคัญ กล่าวคือ กรรมการได้มีการตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอก่อนตัดสินใจหรือไม่ ได้มีการพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ อย่างรอบด้านหรือไม่ และการตัดสินใจดังกล่าวมีเหตุผลทางธุรกิจรองรับในลักษณะที่บุคคลในตำแหน่งเดียวกันพึงกระทำหรือไม่ หากกรรมการสามารถแสดงให้เห็นได้ว่าการตัดสินใจเกิดขึ้นภายใต้กระบวนการที่เหมาะสม มีข้อมูลสนับสนุนเพียงพอ และกระทำโดยสุจริต แม้ผลลัพธ์จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท ศาลก็อาจวินิจฉัยว่าไม่เป็นความประมาทเลินเล่อในทางกฎหมาย

ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ศาลไทยให้ความสำคัญอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในกรณีที่กรรมการมีส่วนได้เสียในธุรกรรมของบริษัทแต่กลับมิได้เปิดเผยข้อเท็จจริงดังกล่าวอย่างครบถ้วน หรือยังคงมีส่วนร่วมในการพิจารณาและอนุมัติธุรกรรมนั้น พฤติการณ์เช่นนี้มักถูกตีความว่าเป็นการฝ่าฝืนหน้าที่แห่งความซื่อสัตย์สุจริตและความภักดีต่อบริษัท และศาลมีแนวโน้มกำหนดให้กรรมการต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ ในกรณีที่ปรากฏว่ากรรมการใช้บริษัทเป็นเครื่องมือในการดำเนินการเพื่อประโยชน์ส่วนตน หรือมีการโอนย้ายทรัพย์สินของบริษัทไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยขาดความโปร่งใสหรือเหตุผลทางธุรกิจที่เหมาะสม ศาลไทยอาจพิจารณามองทะลุรูปแบบของนิติบุคคล โดยยึดหลักเนื้อหาสำคัญเหนือรูปแบบ (substance over form) และอาจนำไปสู่การ “เจาะม่านนิติบุคคล” (piercing the corporate veil) เพื่อกำหนดให้กรรมการต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของศาลในการป้องกันมิให้โครงสร้างของบริษัทถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงความรับผิดในทางกฎหมาย

ประเด็นข้อพิพาทที่พบบ่อยในประเทศไทย

ในทางปฏิบัติของคดีธุรกิจในประเทศไทย มักปรากฏข้อพิพาทที่มีลักษณะซ้ำซ้อนและสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของการกำกับดูแลกิจการ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการทำธุรกรรมกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง (related parties) โดยขาดความโปร่งใสหรือมิได้เปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน อันอาจนำไปสู่ข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นธรรมและความชอบด้วยกฎหมายของธุรกรรมนั้น นอกจากนี้ ยังพบกรณีที่มีการโอนย้ายทรัพย์สินของบริษัทออกไปก่อนหรือในช่วงที่มีความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้น ซึ่งอาจถูกตีความว่าเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดหรือเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยมิชอบ

อีกประเด็นหนึ่งที่พบได้บ่อย คือ การออกมติของคณะกรรมการหรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่ขัดต่อผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย (minority shareholders) ไม่ว่าจะเป็นในรูปของการอนุมัติธุรกรรมที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือการดำเนินการที่ลดทอนสิทธิหรืออำนาจของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ขณะเดียวกัน การบริหารงานโดยไม่ผ่านกระบวนการอนุมัติที่เหมาะสม เช่น การไม่เสนอเรื่องสำคัญให้คณะกรรมการหรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาตามที่กฎหมายหรือข้อบังคับกำหนด ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดข้อพิพาทในเชิงกฎหมาย

ประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวมักปรากฏอย่างเด่นชัดในบริบทของข้อพิพาทในกิจการร่วมค้า (joint venture disputes) และธุรกิจครอบครัว (family business conflicts) ซึ่งมีความซับซ้อนทั้งในเชิงโครงสร้างความสัมพันธ์และผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสีย โดยมักนำไปสู่การดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดของกรรมการ การเพิกถอนมติ และการเรียกค่าเสียหาย อันสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่โปร่งใสและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลภายใต้กฎหมายไทย

กลยุทธ์ในการดำเนินคดี (Litigation Strategy)

ฝ่ายโจทก์ (Claimant Strategy)

ในคดีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดของกรรมการ ฝ่ายโจทก์มักใช้กลยุทธ์เชิงรุกโดยการฟ้องทั้งบริษัทและกรรมการควบคู่กัน เพื่อขยายขอบเขตของความรับผิดและเพิ่มแรงกดดันเชิงกลยุทธ์ต่อคู่ความ โดยเฉพาะในกรณีที่มีข้อเท็จจริงสนับสนุนว่ากรรมการได้กระทำการโดยขาดความสุจริต (bad faith) หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) การยกข้อกล่าวหาในลักษณะดังกล่าวไม่เพียงแต่เพิ่มน้ำหนักทางกฎหมายของคดี หากยังส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของกรรมการในฐานะผู้บริหารอีกด้วย

นอกจากนี้ ฝ่ายโจทก์มักพิจารณายื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว เช่น การอายัดทรัพย์สิน การห้ามโอนหุ้น หรือการห้ามดำเนินการบางประการ เพื่อรักษาสถานะของทรัพย์สินและป้องกันมิให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติมในระหว่างการพิจารณาคดี มาตรการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจต่อรองในการเจรจา และเร่งให้คู่ความเข้าสู่กระบวนการยุติข้อพิพาทในระยะเวลาอันสั้น

ฝ่ายกรรมการ (Defense Strategy)

ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายกรรมการจำเป็นต้องวางแนวทางการต่อสู้คดีโดยมุ่งเน้นการพิสูจน์ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตนเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและสอดคล้องกับมาตรฐานการบริหารจัดการที่เหมาะสม โดยเฉพาะการแสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจดังกล่าวอยู่ภายใต้หลัก “business judgment” กล่าวคือ ได้มีการพิจารณาข้อมูลอย่างเพียงพอ ใช้ดุลพินิจโดยสุจริต และมีเหตุผลทางธุรกิจรองรับอย่างสมควร

ควบคู่กันนั้น กรรมการต้องสามารถแสดงได้อย่างชัดเจนว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในธุรกรรมที่เป็นข้อพิพาท หรือหากมี ก็ได้ดำเนินการเปิดเผยและจัดการอย่างถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล นอกจากนี้ การใช้ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ (expert opinion) ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย การเงิน หรือการประเมินมูลค่า สามารถมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนความชอบธรรมของการตัดสินใจ และช่วยลดข้อกล่าวหาเรื่องความประมาทเลินเล่อ

โดยสรุป แนวทางการต่อสู้คดีของฝ่ายกรรมการควรมุ่งเน้นการพิสูจน์ความสุจริต (good faith) และความถูกต้องของกระบวนการตัดสินใจ (proper process) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการลดหรือหลีกเลี่ยงความรับผิดภายใต้กฎหมายไทย

แนวทางบริหารความเสี่ยงเชิงปฏิบัติ

เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงในการถูกกำหนดความรับผิดในทางกฎหมาย กรรมการควรดำเนินการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล โดยเริ่มจากการจัดทำรายงานการประชุมคณะกรรมการ (Minutes of Meeting) ที่มีความครบถ้วนและสะท้อนถึงกระบวนการพิจารณาอย่างรอบคอบ รวมถึงเหตุผลในการตัดสินใจในแต่ละประเด็นอย่างชัดเจน เนื่องจากเอกสารดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในฐานะพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความสุจริตและความเหมาะสมของการใช้ดุลพินิจของกรรมการในกรณีที่เกิดข้อพิพาท

นอกจากนี้ กรรมการควรมีระบบในการเปิดเผยและจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) อย่างเป็นทางการและโปร่งใส โดยต้องเปิดเผยส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน และงดเว้นการมีส่วนร่วมในการพิจารณาหรืออนุมัติธุรกรรมที่ตนมีส่วนได้เสีย เพื่อป้องกันข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหน้าที่แห่งความซื่อสัตย์สุจริตและความภักดีต่อบริษัท

ในด้านการตัดสินใจเชิงธุรกิจ กรรมการควรอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอ รวมถึงการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น ที่ปรึกษากฎหมายหรือที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อสนับสนุนความสมเหตุสมผลของการตัดสินใจและลดความเสี่ยงจากข้อกล่าวหาเรื่องความประมาทเลินเล่อ ทั้งนี้ การดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับของบริษัทและบทบัญญัติของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการป้องกันความรับผิดในทุกกรณี

ในเชิงการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน กรรมการอาจพิจารณาทำประกันความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ (Directors and Officers Liability Insurance: D&O Insurance) เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกฟ้องร้องในฐานะส่วนบุคคล ซึ่งเป็นเครื่องมือเสริมที่ช่วยลดผลกระทบทางการเงินและเพิ่มความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

บทสรุป

ความรับผิดของกรรมการภายใต้กฎหมายไทยได้ทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในบริบทของคดีธุรกิจสมัยใหม่ โดยเฉพาะในโครงสร้างการลงทุนและกิจการร่วมค้า (joint venture) ซึ่งมีความซับซ้อนทั้งในเชิงกฎหมายและผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสีย การดำเนินกิจการภายใต้สภาพแวดล้อมดังกล่าวทำให้บทบาทของกรรมการมิได้จำกัดอยู่เพียงการกำหนดนโยบาย หากแต่ต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบความรับผิดที่เข้มงวด และอยู่ภายใต้การตรวจสอบในเชิงกฎหมายอย่างใกล้ชิด

ในแง่นี้ การตระหนักถึงขอบเขตของหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่แห่งความระมัดระวัง ความซื่อสัตย์สุจริต และการหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน ตลอดจนการดำเนินการให้เป็นไปตามกระบวนการที่เหมาะสมและโปร่งใส ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่กรรมการไม่อาจละเลยได้ ควบคู่กันนั้น การเตรียมความพร้อมทั้งในด้านเอกสาร หลักฐาน และระบบการกำกับดูแลภายในองค์กร จะมีบทบาทสำคัญในการพิสูจน์ความชอบธรรมของการตัดสินใจในกรณีที่เกิดข้อพิพาท

ท้ายที่สุด การบริหารความเสี่ยงของกรรมการมิใช่เพียงการหลีกเลี่ยงความรับผิด หากแต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และคู่ค้าทางธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพและความยั่งยืนของกิจการในระยะยาว อันเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบกฎหมายไทยในปัจจุบัน

ข้อสงวนสิทธิ (Disclaimer)

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทางกฎหมายทั่วไปเท่านั้น มิได้มีเจตนาให้เป็นคำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี ผู้อ่านควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนนำไปใช้ การเผยแพร่บทความนี้ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างทนายความและลูกความ และสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ผู้เขียน: พิณประภัสร์ จาติกวนิช

24 มีนาคม 2569