ในทางปฏิบัติทางธุรกิจ โดยเฉพาะในโครงสร้างการลงทุนแบบ Joint Venture หรือบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นหลายฝ่าย Shareholders’ Agreement (“SHA”) ถือเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดความสัมพันธ์ สิทธิ และหน้าที่ระหว่างผู้ถือหุ้นอย่างไรก็ดี คำถามสำคัญทางกฎหมายคือ “ภายใต้กฎหมายไทย ผู้ถือหุ้นสามารถตกลงกันได้ ‘มากเพียงใด’ และมี ‘ข้อจำกัด’ อยู่ที่จุดใด”
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ขอบเขตของ SHA ภายใต้หลัก เสรีภาพในการแสดงเจตนา (Freedom of Contract) และข้อจำกัดตามกฎหมายไทย
หลักเสรีภาพในการแสดงเจตนา: พื้นฐานของ Shareholders’ Agreement
ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (Civil and Commercial Code: CCC) กฎหมายไทยรับรองหลักการพื้นฐานที่สำคัญในระบบกฎหมายเอกชน กล่าวคือ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการทำนิติกรรมสัญญาได้ตามเจตนา (freedom of contract) หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าคู่สัญญาสามารถกำหนดสิทธิ หน้าที่ และเงื่อนไขต่าง ๆ ระหว่างกันได้อย่างกว้างขวาง ตราบเท่าที่การ ตกลงนั้นไม่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ในบริบทของ Shareholders’ Agreement (“SHA”) หลักเสรีภาพในการแสดงเจตนานี้มีบทบาทเป็นรากฐานสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นสามารถออกแบบความสัมพันธ์ทางกฎหมายและเชิงพาณิชย์ได้อย่างยืดหยุ่น โดยเฉพาะในโครงสร้างการลงทุนที่มีความซับซ้อน เช่น การร่วมทุนระหว่างนักลงทุนหลายฝ่าย ซึ่งมีความจำเป็นต้องกำหนดกลไกในการถ่วงดุลอำนาจและบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
โดยหลักทั่วไป ผู้ถือหุ้นสามารถตกลงกำหนดโครงสร้างการบริหารและการกำกับดูแลบริษัทได้ตามความเหมาะสมของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการบริษัท สิทธิในการเสนอชื่อกรรมการ ตลอดจนเงื่อนไขเกี่ยวกับองค์ประชุมและเกณฑ์การออกเสียงในที่ประชุม นอกจากนี้ ยังสามารถกำหนดสิทธิออกเสียงในลักษณะที่แตกต่างจากหลักทั่วไปของกฎหมายบริษัท เช่น การให้สิทธิยับยั้ง (veto rights) แก่ผู้ถือหุ้นบางรายในเรื่องที่มีนัยสำคัญ เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ลงทุน
ในทำนองเดียวกัน ผู้ถือหุ้นยังสามารถกำหนดรายการเรื่องสำคัญหรือ Reserved Matters ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบเป็นพิเศษก่อนดำเนินการ เช่น การเพิ่มหรือลดทุน การแก้ไขข้อบังคับบริษัท การเข้าทำธุรกรรมที่มีมูลค่าสูง หรือการเปลี่ยนแปลงลักษณะธุรกิจ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการควบคุมร่วมกันในประเด็นที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างหรือทิศทางของกิจการอย่างมีนัยสำคัญ
ในส่วนของโครงสร้างผู้ถือหุ้น SHA ยังสามารถกำหนดข้อจำกัดและกลไกเกี่ยวกับการโอนหุ้นได้อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการซื้อหุ้นก่อน (Right of First Refusal: ROFR) สิทธิในการร่วมขาย (Tag-Along Right) หรือสิทธิในการบังคับขาย (Drag-Along Right) ซึ่งล้วนมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการเข้ามาของบุคคลภายนอกและรักษาสมดุลของอำนาจในบริษัท
นอกจากนั้น คู่สัญญายังสามารถกำหนดข้อตกลงทางเศรษฐกิจ เช่น นโยบายเงินปันผล การจัดสรรผลกำไร หรือภาระหน้าที่ในการสนับสนุนทางการเงินเพิ่มเติม ตลอดจนกำหนดกลไกในการแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้น (deadlock resolution mechanisms) เช่น การกำหนดสิทธิซื้อขายหุ้นระหว่างกันหรือการใช้กลไก buy-sell เพื่อป้องกันไม่ให้กิจการหยุดชะงักจากความขัดแย้งที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้
ในท้ายที่สุด SHA ยังสามารถกำหนดกลไกการออกจากการลงทุน (exit mechanisms) ได้อย่างชัดเจน เช่น สิทธิในการซื้อหรือขายหุ้น (call option และ put option) รวมถึงวิธีการประเมินมูลค่าหุ้น เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ผู้ถือหุ้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประสงค์จะยุติการลงทุนในอนาคต
โดยสรุป Shareholders’ Agreement ภายใต้กฎหมายไทยมีลักษณะเป็นข้อตกลงระหว่างเอกชนที่ตั้งอยู่บนหลักเสรีภาพในการแสดงเจตนา ซึ่งเปิดโอกาสให้คู่สัญญาสามารถออกแบบกติกาภายในและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้นได้อย่างกว้างขวาง ทั้งในเชิงกฎหมายและเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ดี เสรีภาพดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้องและหลักความชอบด้วยกฎหมายของนิติกรรมสัญญา ซึ่งเป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณาควบคู่กันไปในทางปฏิบัติ
ขอบเขตที่สามารถตกลงได้ (Permissible Scope)
ภายใต้กรอบของกฎหมายไทย Shareholders’ Agreement (“SHA”) สามารถครอบคลุมประเด็นสำคัญทางพาณิชย์ได้อย่างค่อนข้างกว้างโดยต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย เนื่องจากเป็นข้อตกลงระหว่างเอกชนที่ตั้งอยู่บนหลักเสรีภาพในการแสดงเจตนา ดังนั้น คู่สัญญาย่อมสามารถออกแบบโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้นให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจและการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่น โดยเฉพาะในกรณีของการร่วมทุนที่มีผู้ลงทุนหลายฝ่ายซึ่งมีผลประโยชน์และระดับอำนาจต่อรองแตกต่างกัน
ในเรื่องของการกำกับดูแลบริษัท ผู้ถือหุ้นสามารถกำหนดโครงสร้างและกลไกการบริหารได้อย่างละเอียด ทั้งในเรื่องของการแต่งตั้งกรรมการ สิทธิ์ในการเสนอชื่อบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการ ตลอดจนการกำหนดองค์ประชุมและเกณฑ์การออกเสียงในที่ประชุมคณะกรรมการและที่ประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจระหว่างผู้ถือหุ้นแต่ละฝ่ายอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังสามารถออกแบบกลไกการตัดสินใจให้สอดคล้องกับระดับความสำคัญของเรื่องต่าง ๆ โดยกำหนดให้บางเรื่องต้องใช้เสียงข้างมากพิเศษหรือได้รับความยินยอมจากผู้ถือหุ้นเฉพาะกลุ่ม
ในส่วนของ Reserved Matters และสิทธิยับยั้ง (veto rights) สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น สามารถกำหนดรายการเรื่องสำคัญที่ต้องได้รับความเห็นชอบเป็นพิเศษก่อนดำเนินการได้อย่างชัดเจน เช่น การเพิ่มหรือลดทุน การแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิหรือข้อบังคับบริษัท การเข้าทำธุรกรรมที่มีมูลค่าสูง หรือการเปลี่ยนแปลงลักษณะธุรกิจหลักของบริษัท กลไกดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นส่วนน้อย ให้สามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในประเด็นที่มีผลกระทบที่มีผลสำคัญต่อการลงทุน
ในด้านการโอนหุ้นและการออกจากการลงทุน SHA สามารถกำหนดข้อจำกัดและเงื่อนไขเกี่ยวกับการโอนหุ้นได้อย่างละเอียดและเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการซื้อหุ้นก่อนของผู้ถือหุ้นเดิม (Right of First Refusal: ROFR) สิทธิในการร่วมขาย (tag-along right) หรือสิทธิในการบังคับขาย (drag-along right) เพื่อควบคุมโครงสร้างผู้ถือหุ้นและป้องกันการเข้ามาของบุคคลภายนอกที่ไม่พึงประสงค์ นอกจากนี้ ยังสามารถกำหนดกลไกการออกจากการลงทุน เช่น สิทธิในการซื้อหรือขายหุ้น (call option และ put option) รวมถึงวิธีการประเมินมูลค่าหุ้น (valuation mechanism) เพื่อให้เกิดความชัดเจนและลดความเสี่ยงในการเกิดข้อพิพาทในอนาคต
ในเชิงสิทธิทางเศรษฐกิจ ผู้ถือหุ้นสามารถตกลงกันเกี่ยวกับนโยบายเงินปันผล การจัดลำดับสิทธิในการได้รับผลตอบแทน (priority distribution) รวมถึงภาระหน้าที่ในการสนับสนุนเงินทุนเพิ่มเติม (funding obligations) ได้ตามความเหมาะสมของโครงการลงทุน ทั้งนี้ เพื่อให้โครงสร้างทางการเงินของกิจการสอดคล้องกับแผนธุรกิจและความคาดหวังของผู้ลงทุนแต่ละฝ่าย
ดังนั้น ขอบเขตของ Shareholders’ Agreement ภายใต้กฎหมายไทยมีความยืดหยุ่นสูงและสามารถครอบคลุมประเด็นสำคัญในเชิงพาณิชย์ได้อย่างแทบครบถ้วน ทั้งในด้านการกำกับดูแลบริษัท การควบคุมการตัดสินใจ การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้น และการจัดการความเสี่ยงในการลงทุน อย่างไรก็ดี การกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวยังคงต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้องและข้อจำกัดด้านการบังคับใช้ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไปในการร่างสัญญา
ข้อจำกัดตามกฎหมายไทย (Legal Limitations)
แม้ Shareholders’ Agreement (“SHA”) จะตั้งอยู่บนหลักเสรีภาพในการแสดงเจตนาและเปิดโอกาสให้คู่สัญญาสามารถกำหนดเงื่อนไขได้อย่างกว้างขวาง แต่เสรีภาพดังกล่าวมิใช่เสรีภาพโดยสมบูรณ์ หากแต่ยังคงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายไทยทั้งในเชิงเนื้อหาและการบังคับใช้
ประการแรก ข้อตกลงใน SHA ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามหลักของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สัญญาที่มีวัตถุประสงค์หรือเนื้อหาขัดต่อหลักการดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะโดยผลของกฎหมาย ในทางปฏิบัติ ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในโครงสร้างการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับข้อจำกัดทางกฎหมายเฉพาะ เช่น การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยหากมีการใช้ SHA เป็นเครื่องมือเพื่อปกปิดหรือหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมาย เช่น การจัดให้มี nominee structure เพื่อหลีกเลี่ยงบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่สามารถบังคับใช้ได้ นอกจากนี้ ข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายภาษีโดยมิชอบ หรือมีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายในลักษณะอื่น ย่อมตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเดียวกัน
ประการที่สอง SHA ไม่อาจใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขหรือยกเว้นบทบัญญัติบังคับของกฎหมายบริษัทได้ แม้ผู้ถือหุ้นจะมีอิสระในการกำหนดเงื่อนไขระหว่างกัน แต่ในหลายกรณี กฎหมายได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่มีลักษณะเป็นข้อบังคับไว้โดยเฉพาะ ซึ่งไม่อาจถูกตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงโดยข้อตกลงของเอกชนได้ ตัวอย่างเช่น อำนาจหน้าที่ของที่ประชุมผู้ถือหุ้น หลักการออกเสียงตามเสียงข้างมาก หรือขั้นตอนการเรียกประชุมและการดำเนินการประชุมที่ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด หาก SHA กำหนดเงื่อนไขที่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติบังคับดังกล่าว เช่น การกำหนดให้ทุกมติของบริษัทต้องได้รับความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ในทุกกรณี ย่อมก่อให้เกิดข้อสงสัยในเรื่องความชอบด้วยกฎหมายและความสามารถในการบังคับใช้ โดยเฉพาะเมื่อข้อตกลงดังกล่าวกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของกฎหมายบริษัท
ประการที่สาม ในทางปฏิบัติจำเป็นต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง SHA กับข้อบังคับของบริษัท (Articles of Association: AOA) อย่างรอบคอบ เนื่องจาก SHA เป็นเพียงสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นซึ่งมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น ในขณะที่ข้อบังคับของบริษัทมีผลผูกพันต่อบริษัท กรรมการ ผู้ถือหุ้น และในบางกรณีอาจมีผลต่อบุคคลภายนอก ดังนั้น หากมีความไม่สอดคล้องกันระหว่าง SHA และข้อบังคับของบริษัท แม้ข้อตกลงใน SHA อาจก่อให้เกิดความรับผิดในทางสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น แต่ในระดับของการดำเนินการของบริษัทแล้ว อาจไม่สามารถนำไปใช้ยันหรือผูกพันบุคคลภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ ในการร่าง SHA จึงควรพิจารณาให้เงื่อนไขสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องการกำกับดูแลและการตัดสินใจ ถูกสะท้อนหรือรองรับไว้ในข้อบังคับของบริษัทด้วย เพื่อเพิ่มความมั่นคงในการบังคับใช้
ประการสุดท้าย แม้ข้อตกลงบางประการใน SHA จะไม่ขัดต่อกฎหมายโดยตรง แต่ก็อาจประสบข้อจำกัดในเชิงการบังคับใช้ในทางปฏิบัติ กล่าวคือ ศาลไทยอาจไม่บังคับให้คู่สัญญาปฏิบัติตามข้อตกลงในลักษณะของการบังคับให้กระทำการ (specific performance) ในบางกรณี โดยเฉพาะข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิออกเสียงหรือการแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการ ซึ่งมีลักษณะเป็นสิทธิส่วนบุคคลหรือเกี่ยวข้องกับดุลพินิจในการบริหารจัดการกิจการ ผลที่ตามมาคือ การเยียวยามักจำกัดอยู่ในรูปของการเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญา มากกว่าการบังคับให้ดำเนินการตามที่ตกลงไว้ใน SHA
อย่างไรก็ดีแม้ Shareholders’ Agreement จะเป็นเครื่องมือที่มีความยืดหยุ่นสูงในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้น แต่การร่างและการนำไปใช้จำเป็นต้องคำนึงถึงข้อจำกัดตามกฎหมายทั้งในเชิงเนื้อหา โครงสร้างกฎหมายบริษัท และความเป็นไปได้ในการบังคับใช้ เพื่อให้ข้อตกลงดังกล่าวมีประสิทธิภาพและสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง
บทสรุป
Shareholders’ Agreement ภายใต้กฎหมายไทยตั้งอยู่บนหลักเสรีภาพในการแสดงเจตนา ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่เปิดโอกาสให้คู่สัญญาสามารถกำหนดสิทธิ หน้าที่ และกลไกความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้นได้อย่างกว้างขวาง ทั้งในเชิงกฎหมายและเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะในบริบทของการลงทุนและการร่วมทุนที่มีความซับซ้อน
อย่างไรก็ดี เสรีภาพดังกล่าวมิใช่เสรีภาพโดยสมบูรณ์ หากแต่ยังคงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายไทยในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นบทบัญญัติบังคับของกฎหมาย หลักความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี โครงสร้างพื้นฐานของกฎหมายบริษัท ตลอดจนข้อจำกัดด้านการบังคับใช้ในทางปฏิบัติ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อความสมบูรณ์และประสิทธิภาพของข้อตกลง
ด้วยเหตุนี้ การร่าง Shareholders’ Agreement ที่มีประสิทธิภาพจึงไม่อาจพิจารณาเพียงในเชิงเนื้อหาหรือความครอบคลุมของเงื่อนไข หากแต่ต้องอาศัยการออกแบบเชิงกลยุทธ์ที่ผสมผสานระหว่างหลักเสรีภาพทางสัญญา ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในโครงสร้างกฎหมายบริษัทไทย และการคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการบังคับใช้จริง เพื่อให้ข้อตกลงดังกล่าวสามารถรองรับสถานการณ์ทางธุรกิจที่หลากหลาย ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย และคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ข้อสงวนสิทธิ (Disclaimer)
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทางกฎหมายทั่วไป มิใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี ผู้อ่านควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนนำไปใช้ ทั้งนี้ สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ผู้เขียน: พิณประภัสร์ จาติกวนิช
วันที่: 25 มีนาคม 2569